แอป Android ที่คุณชื่นชอบอาจซ่อนตัวตรวจจับหลายสิบรายการ

ที่มาภาพ: Android Authority

Security1 มิถุนายน 2569 เวลา 18:00อ่าน 19 นาทีAndroid Authority

แอป Android ที่คุณชื่นชอบอาจซ่อนตัวตรวจจับหลายสิบรายการ

⚡ สรุป 30 วิ

หลายแอป Android ฝัง SDK ที่ทำหน้าที่เป็นตัวตรวจจับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้แจ้งผู้ใช้. Exodus Privacy ให้แอปสแกนเพื่อค้นหาและแสดงรายการ tracker…

การติดตามผู้ใช้โดยแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและได้รับการยืนยันจากหลายแหล่งข้อมูล ทั้งจากผู้พัฒนาแอปเองและจากองค์กรอิสระที่ทำการตรวจสอบความเป็นส่วนตัวของซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์พกพา การเก็บข้อมูลดังกล่าวอาจเกิดจากกลไกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกพฤติกรรมการคลิก การเปิดหรือปิดฟีเจอร์เฉพาะ การรับส่งข้อมูลตำแหน่งภูมิศาสตร์ หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่อาจนำไปใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคหรือการทำโฆษณาตามเป้าหมาย ตามรายงานของบริษัทเทคโนโลยีข้อมูลส่วนบุคคล Exodus Privacy แอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อสแกนและรายงานตัวตรวจจับ (tracker) ที่ฝังอยู่ในแอป Android จำนวนมาก สามารถตรวจพบตัวตรวจจับหลายสิบรายการภายในแอปเดียวได้

การทำงานของตัวตรวจจับนั้นมักอาศัย SDK (Software Development Kit) หรือไลบรารีของบริษัทที่ให้บริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การตลาด หรือการให้บริการคลาวด์ ซึ่งผู้พัฒนาแอปหลายรายนำมาใช้เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงานหรือเพิ่มรายได้จากโฆษณา ตัวตรวจจับเหล่านี้มักทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่เก็บได้จากอุปกรณ์ของผู้ใช้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ SDK นั้น ๆ การส่งข้อมูลอาจเป็นแบบเรียลไทม์หรือแบบบัฟเฟอร์แล้วส่งเป็นชุดตามกำหนดเวลา โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบโดยตรง

ในมุมมองของกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งระดับสากลและระดับประเทศ ตัวตรวจจับที่ส่งข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎระเบียบ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของประเทศไทย การเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเช่นตำแหน่งที่ตั้งหรือข้อมูลสุขภาพโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมอาจทำให้ผู้พัฒนาแอปต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้บริโภค

Exodus Privacy จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ให้ผู้ใช้สามารถสแกนแอปที่ติดตั้งบนอุปกรณ์ของตนเพื่อค้นหาตัวตรวจจับที่ซ่อนอยู่ การทำงานของแอปนี้อาศัยฐานข้อมูลเปิด (open‑source) ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ SDK ต่าง ๆ จากหลายแหล่ง ทั้งจากรายงานของ Google Play Console, รายงานของผู้วิจัยอิสระ และข้อมูลที่ผู้ใช้รายงานด้วยตนเอง ผู้ใช้เพียงแค่เปิดแอป Exodus Privacy แล้วเลือก “สแกน” แอปที่ต้องการตรวจสอบ ระบบจะทำการดึงไฟล์ APK ของแอปนั้นออกมาวิเคราะห์โค้ดและเมตาดาต้าเพื่อค้นหาชื่อของไลบรารีที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นตัวตรวจจับ

ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงเป็นรายการของ “tracker” พร้อมกับข้อมูลของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น Facebook Analytics, Google Analytics, Firebase, Adjust, AppsFlyer, Mixpanel เป็นต้น นอกจากนี้ Exodus Privacy ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของข้อมูลที่แต่ละตัวตรวจจับอาจเก็บรวบรวม รวมถึงระดับความรุนแรงของการเก็บข้อมูลตามเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด ผู้ใช้สามารถตรวจสอบว่าตัวตรวจจับใดบ้างที่ทำงานในแอปของตนและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่น ปิดการใช้งานสิทธิ์บางอย่างในตั้งค่า Android, ใช้แอปบล็อกการเชื่อมต่อ, หรือถอนการติดตั้งแอปที่มีตัวตรวจจับจำนวนมาก

การสำรวจโดย Exodus Privacy ที่เผยแพร่ในช่วงต้นปี 2024 พบว่าในแอปที่ได้รับความนิยมบน Google Play Store จำนวน 3,000 รายการที่สแกนแล้ว มีมากกว่า 70 % มีการฝังตัวตรวจจับอย่างน้อยหนึ่งรายการ และในหลายกรณีแอปเดียวอาจมีตัวตรวจจับหลายสิบรายการ ตัวอย่างเช่น แอปสังคมออนไลน์ที่ได้รับการดาวน์โหลดหลายสิบล้านครั้ง มีการใช้ SDK ของ Facebook, Google, Twitter, Snapchat และบริษัทโฆษณาต่าง ๆ รวมถึง SDK ที่ให้บริการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน การเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ และการจัดการการแจ้งเตือนแบบพุช (push notification) การรวมหลาย SDK เข้าด้วยกันทำให้จำนวนตัวตรวจจับสะสมกันเป็นจำนวนมาก

ในแอปประเภทเกม มีการใช้ SDK ของ Google Play Services, Unity Ads, Chartboost, AppLovin, IronSource เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดมักส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเล่นเกม การซื้อภายในแอป (in‑app purchase) และข้อมูลอุปกรณ์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ให้บริการ การส่งข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อการจัดอันดับของเกมในสโตร์หรือการปรับเปลี่ยนการแสดงโฆษณาให้ตรงกับพฤติกรรมผู้เล่น

แอปด้านการเงินหรือธนาคารส่วนใหญ่อ้างว่าได้ใช้การเข้ารหัสและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้ แต่การตรวจสอบของ Exodus Privacy พบว่าบางแอปอาจยังมี SDK ของบริษัทโฆษณาที่ไม่ได้รับการปิดกั้นอย่างชัดเจน แม้ว่าจะไม่ได้ส่งข้อมูลทางการเงินโดยตรง แต่การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์และตำแหน่งที่ตั้งอาจยังคงเป็นประเด็นที่กังวลสำหรับผู้บริโภค

จากมุมมองของผู้พัฒนาแอป การใช้ SDK จากบุคคลที่สามถือเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์การใช้งาน การจัดการโฆษณา หรือการเชื่อมต่อกับบริการคลาวด์ การนำ SDK เข้ามาใช้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่หลายบริษัทยอมรับ อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาต้องรับผิดชอบต่อการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้และควรทำการตรวจสอบความปลอดภัยของ SDK ก่อนนำไปใช้ รวมถึงต้องจัดทำคำอธิบายที่ชัดเจนในนโยบายความเป็นส่วนตัว (privacy policy) เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่ามีการเก็บข้อมูลอะไรบ้างและโดยใคร

ในเชิงปฏิบัติ การตรวจสอบจาก Exodus Privacy ชี้ให้เห็นว่ามีช่องโหว่ด้านความโปร่งใสหลายจุด ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มบางแห่งอาจไม่บังคับให้ผู้พัฒนาแจ้งรายชื่อ SDK ที่ใช้ในแอป หรืออาจไม่มีการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งออกไปนั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ นอกจากนี้ ระบบอัตโนมัติของ Google Play Store ยังอาจไม่สามารถตรวจจับการฝังตัวตรวจจับที่ซับซ้อนได้อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้ใช้ต้องพึ่งพาเครื่องมือของบุคคลที่สามเพื่อรับข้อมูลที่ละเอียดกว่า

ผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ไม่คุ้นเคยกับการตรวจสอบแอปอาจทำให้พวกเขาไม่ทราบว่าตัวตรวจจับใดบ้างที่ทำงานบนอุปกรณ์ของตน การเก็บข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวในระดับต่าง ๆ เช่น การสร้างโปรไฟล์ผู้ใช้โดยอ้างอิงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง การระบุตัวตนผ่านการจับคู่ข้อมูลจากหลายแหล่ง หรือการใช้ข้อมูลเพื่อทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่คาดคิด การแสดงโฆษณาที่เจาะจงเป็นผลโดยตรงจากการเก็บข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกเฝ้าติดตามตลอดเวลา

จากมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทย การร่างและบังคับใช้พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ได้กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ หากพบว่าผู้พัฒนาแอปไม่ปฏิบัติตามอาจต้องรับโทษปรับตามระดับความร้ายแรงของการละเมิด นอกจากนี้ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กคค.) ได้ออกแนวทางให้ผู้พัฒนาแอปต้องระบุประเภทของข้อมูลที่เก็บและผู้รับข้อมูลในเอกสารความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวยังเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ หนึ่งในนั้นคือความยากลำบากในการตรวจสอบว่าตัวตรวจจับใดบ้างที่ทำงานในแอปที่มีจำนวนหลายล้านรายการในสโตร์ การตรวจสอบโดยตรงจากหน่วยงานอาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากและอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นในการตรวจสอบความเป็นส่วนตัวของแอปของตนเอง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขึ้นกับความร่วมมือจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Google Play

การตอบสนองของ Google Play ต่อประเด็นนี้ก็มาจากการอัปเดตนโยบายความเป็นส่วนตัวของสโตร์ในปี 2023 ซึ่งกำหนดให้ผู้พัฒนาต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับ SDK ที่ใช้ในฟอร์ม “Data Safety” อย่างละเอียดและต้องระบุว่ามีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อผู้ใช้บนหน้ารายละเอียดของแอปทำให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจดาวน์โหลดหรือไม่ได้โดยอิงจากระดับความเสี่ยงของข้อมูล อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของนักวิจัยอิสระพบว่าข้อมูลในฟอร์ม “Data Safety” ยังมีช่องโหว่เช่น การระบุว่าการเก็บข้อมูลเป็น “ไม่เป็นส่วนบุคคล” แม้ว่าจะมีการส่งข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งหรือข้อมูลอุปกรณ์ที่สามารถระบุตัวตนได้

จากการสำรวจของ Exodus Privacy ที่ครอบคลุมแอปหลากหลายหมวดหมู่ พบว่าแอปประเภทสุขภาพและฟิตเนส มีการใช้ SDK ของบริษัทโฆษณาที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น เช่น จำนวนก้าวเดินหรือระดับการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาจถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อการตลาดหรือการสร้างแบบจำลองพฤติกรรม การเก็บข้อมูลประเภทนี้โดยไม่มีการขอความยินยอมจากผู้ใช้อาจขัดต่อหลักการของ PDPA ที่กำหนดให้ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

การวิเคราะห์เชิงสถิติของข้อมูลที่ได้จากการสแกน 3,000 แอปโดย Exodus Privacy ชี้ให้เห็นว่ามีแนวโน้มที่ตัวตรวจจับจากบริษัทเดียวกันจะปรากฏในหลายแอปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น SDK ของ Google Analytics ปรากฏในกว่า 55 % ของแอปที่ตรวจสอบ ส่วน SDK ของ Facebook (รวมถึง Facebook Login, Facebook Analytics, Facebook Audience Network) พบในประมาณ 38 % ของแอป การใช้ SDK เหล่านี้เป็นที่นิยมเนื่องจากความสะดวกในการติดตั้งและการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์ที่ครบวงจร อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง

ในระดับนโยบายสาธารณะ การรายงานของ Exodus Privacy ยังส่งผลให้บางบริษัทเริ่มพิจารณาปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัวและการเปิดเผยข้อมูลของตนเอง ตัวอย่างเช่น บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งได้ประกาศว่าจะเปิดเผยรายการ SDK ที่ใช้ในแอปของตนบนเว็บไซต์สาธารณะและจะให้ผู้พัฒนาสามารถเลือกปิดการส่งข้อมูลบางประเภทได้โดยตรงจากแดชบอร์ดของบริการ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังอยู่ในระยะทดลองและอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป

สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการถูกติดตามโดยแอปบนอุปกรณ์ Android มีขั้นตอนที่สามารถทำได้หลายวิธี แม้ว่า Exodus Privacy จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้ทราบว่ามีตัวตรวจจับใดบ้างในแอปที่ติดตั้งอยู่ แต่การป้องกันเชิงรุกยังต้องอาศัยการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในระบบปฏิบัติการ Android เอง ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจัดการสิทธิ์ของแต่ละแอปได้จากเมนู “แอปและการแจ้งเตือน” → “สิทธิ์ของแอป” โดยการปิดสิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่ง, ไมโครโฟน, กล้อง หรือข้อมูลอุปกรณ์สำหรับแอปที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ Android เวอร์ชัน 12 ขึ้นไปยังมีฟีเจอร์ “การอนุมัติครั้งเดียว” (One‑time permission) ที่ให้ผู้ใช้อนุญาตการเข้าถึงข้อมูลเป็นครั้งเดียวแล้วระบบจะรีเซ็ตสิทธิ์นั้นอัตโนมัติเมื่อแอปถูกปิด

อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้แอปบล็อกการเชื่อมต่อ (firewall) ที่ทำงานบนอุปกรณ์โดยตรงหรือผ่าน VPN เพื่อบล็อกการติดต่อของ SDK ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทภายนอก ตัวอย่างเช่น Blokada, NetGuard หรือ AFWall+ ซึ่งสามารถกำหนดกฎการอนุญาตหรือบล็อกการส่งข้อมูลตามโดเมนได้ แม้ว่าการใช้วิธีนี้อาจทำให้ฟีเจอร์บางอย่างของแอปทำงานไม่เต็มที่ แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งออกโดยไม่ได้รับความยินยอม

จากมุมมองของผู้วิจัยด้านความเป็นส่วนตัว การวิเคราะห์ความเสี่ยงของ SDK ควรพิจารณาไม่เพียงแต่จำนวนตัวตรวจจับเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงประเภทของข้อมูลที่แต่ละ SDK เก็บรวบรวมและวิธีการจัดการข้อมูลดังกล่าว ตัวอย่างเช่น SDK ของ Firebase มีหลายโมดูลที่อาจทำหน้าที่เก็บข้อมูลการใช้งาน, การส่งข้อความพุช, หรือการวิเคราะห์ความผิดพลาดของแอป การที่ผู้พัฒนาเลือกเปิดใช้หรือปิดโมดูลเหล่านี้โดยเจตนาจะส่งผลต่อระดับความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ

การตรวจสอบโดย Exodus Privacy ยังพบว่าบางแอปใช้ “obfuscation” หรือการทำให้โค้ดซับซ้อนขึ้นเพื่อปกปิดตัวตรวจจับจากการสแกนแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้เครื่องมือสแกนแบบเปิดอาจไม่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด การใช้เทคนิคนี้มักพบในแอปที่ต้องการปกป้องข้อมูลภายในหรือในแอปที่ต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบอิสระ แม้ว่าการทำ obfuscation จะไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่การซ่อนการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ใช้โดยไม่เปิดเผยอาจขัดต่อหลักการของความโปร่งใสตาม PDPA

ในแง่ของแนวโน้มในอนาคต นักวิจัยหลายคนคาดว่าแอปบน Android จะยังคงพึ่งพา SDK จากบริษัทภายนอกต่อไป เนื่องจากต้นทุนการพัฒนาและความต้องการฟีเจอร์ที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของ SDK ให้เป็น “privacy‑first” หรือการออกแบบ SDK ที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกอาจเป็นทิศทางหนึ่งที่อุตสาหกรรมกำลังพิจารณา ตัวอย่างเช่น Google มีการพัฒนา “Google Play Services for privacy” ซึ่งอาจช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถใช้ฟังก์ชันพื้นฐานเช่นการวิเคราะห์การใช้งานโดยทำการประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ (on‑device processing) แทนการส่งข้อมูลไปยังคลาวด์

สรุปได้ว่าแอปบนระบบ Android มีการฝังตัวตรวจจับหลายประเภทที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลผู้ใช้และส่งต่อให้กับบุคคลที่สาม ทั้งนี้การตรวจสอบโดย Exodus Privacy แสดงให้เห็นว่าจำนวนตัวตรวจจับที่พบในแอปส่วนใหญ่มีความหลากหลายและมักอยู่ในระดับหลายสิบรายการต่อแอป การมีตัวตรวจจับจำนวนมากทำให้ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ถูกคุกคามในหลายระดับ ตั้งแต่การระบุตำแหน่งที่ตั้งจนถึงข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน การตอบสนองต่อปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งผู้พัฒนาแอปที่ต้องใส่ใจในการคัดเลือกและเปิดเผย SDK ที่ใช้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่ต้องบังคับใช้การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส หน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ใช้ที่ควรใช้เครื่องมือเช่น Exodus Privacy หรือแอปบล็อกการเชื่อมต่อเพื่อทำความเข้าใจและควบคุมการส่งข้อมูลของตนเอง การสร้างระบบนิเวศที่เน้นความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใสจะเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการติดตามที่ไม่ได้รับความยินยอมในยุคดิจิทัลนี้.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
Your favorite Android apps might hide dozens of trackers — here’s how to find them
ผู้เขียน
Andy Walker
แหล่ง
Android Authority
วันที่เผยแพร่
30 พฤษภาคม 2569 เวลา 18:00

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่องโหว่วิกฤต Splunk Enterprise ให้รันโค้ดโดยไม่มีการยืนย…Security
15 มิถุนายน 2569 เวลา 20:00

ช่องโหว่วิกฤต Splunk Enterprise ให้รันโค้ดโดยไม่มีการยืนย…

Splunk ปล่อยแพตช์แก้ช่องโหว่ CVE‑2026‑20253 ที่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีรันโค้ดโดยไม่ต้องยืนยันตัวตนและได้คะแนนความรุนแรง 9.8 ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 10.2.4…

The Hacker News5 นาที
ผู้ป่วย NHS ไม่สามารถเลือกไม่ให้ข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์ม Pa…Security
15 มิถุนายน 2569 เวลา 15:30

ผู้ป่วย NHS ไม่สามารถเลือกไม่ให้ข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์ม Pa…

ผู้ป่วยอังกฤษไม่สามารถ opt‑out ข้อมูลจาก Palantir‑built NHS Federated Data Platform ได้ แม้ว่าการใช้เพื่อการวิจัยจะอยู่ภายใต้ National Data Opt‑Out แต่ NHS…

The Register5 นาที
Microsoft Teams กลับมานำ Wi‑Fi Tracking พร้อมการปรับปรุงค…Security
15 มิถุนายน 2569 เวลา 12:30

Microsoft Teams กลับมานำ Wi‑Fi Tracking พร้อมการปรับปรุงค…

Microsoft Teams นำฟีเจอร์ Wi‑Fi tracking กลับสู่ตลาดด้วยการให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลตำแหน่งเอง หลังจากถูกระงับหลายครั้งเนื่องจากข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว.…

XDA Developers6 นาที
Microsoft ปล่อยแพตช์ความปลอดภัย Windows 10 และ 11 ประจำเด…Security
15 มิถุนายน 2569 เวลา 09:30

Microsoft ปล่อยแพตช์ความปลอดภัย Windows 10 และ 11 ประจำเด…

Microsoft ได้ปล่อยแพตช์ความปลอดภัยสำหรับ Windows 10 และ 11 รอบมิถุนายน 2026 เพื่ออุดช่องโหว่ 200 รายการ รวมถึง Zero-Day 3 ตัว…

DroidSans8 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!