
ที่มาภาพ: DroidSans
ศึกชิปหน่วยความจำ: Tim Cook เชื่อ Micron เร่งขึ้นราคา ลำดับความผิดสวนกลับถึง Apple
⚡ สรุป 30 วิ
Tim Cook อ้างว่า Micron ทำให้ Apple ขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ Micron โต้กลับว่า Apple เป็นฝ่ายกดราคาจนทำให้ผู้ผลิตขาดทุน…
การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลกยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานชิปหน่วยความจำที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด เมื่อไม่นานมานี้เกิดกระแสความขัดแย้งที่น่าสนใจระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่าง Apple และ Micron ความขัดแย้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook CEO ของ Apple ที่ระบุว่าการที่บริษัทต้องขึ้นราคาสินค้าครั้งใหญ่เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2026 มีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำได้ปรับขึ้นราคาอย่างมาก
ข้อมูลจากฝ่าย Apple และการกล่าวถึงผู้ผลิตชิป
ในการให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal, Tim Cook ได้ชี้แจงถึงปัจจัยที่ทำให้ Apple ต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้า โดยระบุว่าในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าสูง ขณะที่กำลังการผลิตชิปหน่วยความจำกลับอยู่ในภาวะที่ลดน้อยลง นอกจากนี้ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยังใช้โอกาสนี้ในการปรับขึ้นราคาสัญญาซื้อ-ขายแรม (RAM) ทำให้ Apple ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างหลีกเลี่ยง ด้วยการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว สามารถตีความได้ว่า Apple เน้นย้ำว่าผู้ผลิตชิปหน่วยความจำเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่สถานการณ์การขาดแคลนชิปหน่วยความจำและราคาที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน
การโต้กลับของ Micron และประเด็นการกดราคา
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างดังกล่าวถูกโต้กลับอย่างหนักจากทาง Micron ซึ่งได้ออกมากล่าวว่า ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหานี้กลับมาจาก Apple เอง โดย Sumit Sadana ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Micron ได้ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal เกี่ยวกับสถานการณ์ในปี 2023 โดยระบุว่าราคาชิปหน่วยความจำกำลังอยู่ในภาวะที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้ารายใหญ่หลายรายต่างฉวยโอกาสในการ กดราคา ให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เป็นไปตามผลประโยชน์ของตนเอง
Micron ชี้ว่า การกดราคาอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ รวมถึง Micron เอง ทำให้เกิดการลดอัตราส่วนกำไรจนไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะนำไปสร้างโรงงานเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เมื่อกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่สูงจากลูกค้าจำนวนมาก จึงเป็นผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงขึ้นตามมา แม้ว่าคุณ Sumit Sadana จะไม่ได้เอ่ยชื่อ Apple ออกมาอย่างชัดเจน แต่แหล่งข่าวหลายสำนักต่างเข้าใจได้ทันทีว่า บริษัทที่มีขนาดใหญ่และเป็นลูกค้ารายสำคัญของ Micron เช่น Apple นั้น ถูกกล่าวถึงในแง่ของการมีส่วนร่วมในการกดราคาในสัญญาซื้อขายระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
การคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคต
วิกฤตการณ์ด้านราคาชิปและแรมยังไม่จบลง และมีแนวโน้มที่ราคาของแรมและราคาสมาร์ตโฟนจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ข้อมูลล่าสุดได้เผยว่าราคาชิปหน่วยความจำและสตอเรจนั้นสูงขึ้นประมาณ 4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์เพิ่มเติมว่าจะเพิ่มขึ้นอีกถึง 58-63% ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 นี้เท่านั้น นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ราคาสมาร์ตโฟนในอนาคตอาจสูงกว่านี้ โดยอาศัยการประเมินต้นทุนการผลิตชิปหน่วยความจำที่อาจพุ่งขึ้นถึงราว 45% สำหรับการผลิต iPhone ภายในปี 2027
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Gartner ยังได้ให้ภาพรวมที่น่าสนใจ โดยระบุว่าราคาชิปหน่วยความจำและสตอเรจเมื่อรวมกันนั้นมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นถึง 130% ในช่วงปลายปี 2026 และผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคา PC สูงขึ้น 17% และราคาสมาร์ตโฟนสูงขึ้นมากกว่าเดิม 13% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างราคาส่วนประกอบหลักกับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอย่างชัดเจน การวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนและความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานชิปในระยะถัดไป และเป็นประเด็นที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและตลาดโดยรวม
ความขัดแย้งระหว่างค่ายผู้ผลิตชิปและผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การที่ราคาชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงเช่นนี้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าปลายทางเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตต้องผลักภาระต้นทุนนี้มายังผู้ซื้อ
ประเด็นนี้ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของ อำนาจการต่อรอง ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถมีอิทธิพลต่อราคาส่วนประกอบหลักได้อย่างมาก การทำความเข้าใจถึงพลวัตของราคาชิปหน่วยความจำและสตอเรจจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดเทคโนโลยีโดยรวม การเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของทั้ง Micron, Apple และแนวโน้มราคาจากบริษัทวิเคราะห์อย่าง JPMorgan และ Gartner จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้และผู้บริโภคทั่วไปเช่นกัน
มุมมองการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Analysis)
เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่ผู้เล่นรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานกำลังพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรองราคาส่วนประกอบ การที่ Micron ถูกกล่าวหาว่าได้รับผลกระทบจากการกดราคาจากลูกค้ารายใหญ่ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่โปร่งใสบางส่วนในสัญญาซื้อขายชิปหน่วยความจำระยะยาว ในขณะที่ Apple อ้างถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ก็แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่มากพอสมควรในตลาด การตีความจากแหล่งข่าวต่างๆ จึงบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ผลิตชิปและลูกค้าขนาดใหญ่นั้นอยู่ในจุดที่ตึงเครียดและมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสู่ตลาดผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นี่คือภาพรวมของวงจรความขัดแย้งที่ทั้งคู่ต่างเป็นได้ทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาในเวลาเดียวกัน
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Tim Cook โทษว่า Micron เป็นสาเหตุให้ Apple ต้องขึ้นราคาสินค้า
- ผู้เขียน
- empressKiM
- แหล่ง
- DroidSans
- วันที่เผยแพร่
- 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 06:20



