
ที่มาภาพ: Blognone
Bethesda ประกาศชัด! Fallout 5 ใช้ Creation Engine 3 จับมือ Obsidian สร้างภาคใหม่
⚡ สรุป 30 วิ
Bethesda ยืนยันการพัฒนา Fallout 5 โดยใช้ Creation Engine 3 พร้อมร่วมมือกับ Obsidian Entertainment ในการสร้างภาคใหม่ นอกเหนือจากนี้ยังมีแผนอัปเดตใหญ่ใน Fallout…
โลกของวิดีโอเกมแนว RPG ได้รับความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จาก Bethesda Game Studios หลังจากมีการเปิดเผยแผนการระยะยาวของสตูดิโอในหลายโครงการสำคัญ ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการสำหรับภาคต่อของซีรีส์เกมระดับตำนานหลายเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการพัฒนา Fallout 5 ซึ่งถือเป็นข่าวที่แฟน ๆ ทั่วโลกเฝ้ารอคอยมานานหลายปี การพัฒนาครั้งนี้ยังอยู่ในช่วง pre-production โดยมีจุดเน้นที่การใช้เอนจินใหม่ล่าสุด คือ Creation Engine 3 ซึ่งเป็นวิวัฒนาการต่อจาก Creation Engine 2 ที่ถูกนำมาใช้ในเกม Starfield
ในขณะที่ทีมงานหลักของ Bethesda ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา The Elder Scrolls VI เป็นหลัก โดยโครงการใหญ่นี้ก็เช่นกันที่คาดว่าจะใช้เอนจินเวอร์ชัน 3 (Creation Engine 3) เช่นเดียวกับ Fallout 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลงทุนในการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานของเอนจินให้รองรับการขยายขีดความสามารถและความซับซ้อนของโลกเกมที่ใหญ่ยิ่งขึ้น ทั้งสองโครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางหลักในการพัฒนากลไกเกมในอนาคตของสตูดิโอ
ข่าวสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับชุมชนผู้เล่นคือ การที่ Bethesda ได้ประกาศความร่วมมือกับ Obsidian Entertainment ซึ่งเป็นสตูดิโอพัฒนาเกมที่อยู่ภายใต้สังกัดของไมโครซอฟท์ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาเกมในจักรวาล Fallout ภาคใหม่ แม้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงของเกมนี้ยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การผนึกกำลังครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากทีมงานผู้ก่อตั้งของ Obsidian ได้มีส่วนร่วมในการสร้าง Fallout 2 ในปี 1998 และก่อนหน้านี้เคยกลับมาร่วมพัฒนา Fallout: New Vegas (ปี 2010) ร่วมกับ Bethesda ในช่วงที่ยังเป็นอิสระ ทำให้การกลับมาทำเกม Fallout อีกครั้งในรูปแบบใหม่นี้เป็นสิ่งที่แฟนเกมต่างเฝ้าฝันถึงมานานและกำลังจะเป็นจริง
นอกเหนือจากโครงการหลักอย่าง Fallout 5 และ The Elder Scrolls VI แล้ว Bethesda ยังมีการอัปเดตความคืบหน้าของโครงการในซีรีส์ Fallout อื่น ๆ ด้วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Fallout 76 ที่มีแผนจะมีการอัปเดตครั้งใหญ่ในปีหน้าภายใต้ชื่อ Raven Rock ซึ่งเนื้อหาของส่วนนี้จะถูกกำหนดให้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในภาค Fallout 3 ถึง 10 ปี นอกจากนี้ สตูดิโอมีแผนที่จะนำระบบ Creation Mods มาพัฒนาให้สามารถใช้งานได้กับเกมหลักอย่าง Fallout 4 ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้เล่นต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการรีมาสเตอร์เกมคลาสสิกอย่าง Fallout 3 และ Fallout: New Vegas รวมถึงเกมบนมือถืออย่าง Fallout Shelter ที่มีฐานผู้เล่นจำนวนมหาศาลกว่า 250 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีแผนการดัดแปลงเป็นรายการโทรทัศน์ร่วมกับ Amazon Studios และ Kilter Films ซึ่งเป็นผู้สร้างซีรีส์ Fallout แนวทางนี้เป็นการขยายจักรวาลของเกมให้เข้าถึงสื่อบันเทิงหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
ในส่วนของ The Elder Scrolls Online นั้น ZeniMax Online Studios มีแผนที่จะออกอัปเดตเนื้อหาใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และจะทำงานร่วมกับ Bethesda ในความใกล้ชิดมากขึ้นแม้ว่าจะยังไม่ได้ระบุโครงการเฉพาะเจาะจง การพัฒนาโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการขยายจักรวาลของเกมให้มีความลึกและครอบคลุมหลายแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ Starfield เองซึ่งมีผู้เล่นเกินกว่า 17 ล้านคน ก็ยังมีการวางแผนการอัปเดตครั้งใหญ่ในปีหน้า โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดของ Starborn และการอัปเดต Year 3 โดยมีสัดส่วนผู้เล่นถึง 40% ที่เคยใช้งานระบบ Mods มาแล้ว สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่า Bethesda ยังคงมีการดูแลและพัฒนาเกมในจักรวาลที่พวกเขาสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับผู้เล่นกลุ่มเป้าหมาย
การพัฒนาเอนจิน Creation Engine 3 ให้เป็นแกนหลักของโครงการใหญ่หลายตัว ทั้ง Fallout 5 และ The Elder Scrolls VI ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการในการสร้างโลกเสมือนที่ใหญ่ขึ้น มีระบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และรองรับเนื้อหาที่หลากหลายกว่าเดิม การพัฒนาเอนจินใหม่นี้คาดว่าจะช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถสร้างระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและสภาพแวดล้อม (Interaction) ที่สมจริงมากขึ้น รวมถึงการรองรับองค์ประกอบทางภาพและฟิสิกส์ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของสตูดิโอ
ความร่วมมือกับ Obsidian Entertainment สำหรับภาค Fallout ภาคใหม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้มีความน่าเชื่อถือในสายตาของแฟน ๆ เนื่องจาก Obsidian ไม่ได้เป็นเพียงแค่สตูดิโอภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งรวมของทีมผู้พัฒนาที่มีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับจักรวาล Fallout มาอย่างยาวนาน การดึงผู้สร้างที่มีประสบการณ์ในการจัดการโทนและรายละเอียดของเรื่องราวในจักรวาลนี้กลับมา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าภาคใหม่นี้จะรักษาคุณภาพและเอกลักษณ์ของซีรีส์เอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเกมใหม่ แต่เป็นการนำเสนอประสบการณ์ที่ถูกรังสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจรากฐานของเกมอย่างลึกซึ้ง
ในมุมมองของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกม การเปิดเผยแผนงานขนาดใหญ่เช่นนี้ถือเป็นสัญญาณว่าผู้พัฒนาเกมยักษ์ใหญ่ยังคงมีแผนการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง การอัปเดตถึงยอดขายที่สูงของเกมอย่าง Skyrim และ Starfield ตลอดจนการขยายจักรวาลไปสู่สื่ออื่น ๆ (เช่น รายการทีวี) เป็นการแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์แบบ Omni-channel ที่ต้องการให้แบรนด์เกมเป็นที่รู้จักในวงกว้างและยืดอายุการใช้งานของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ให้ยาวนานที่สุด เพื่อสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ไม่ใช่เพียงแค่การขายตัวเกมหลักเท่านั้น
สำหรับผู้เล่นที่สนใจการปรับแต่งเกมอย่างลึกซึ้ง การที่มีการนำระบบ Creation Mods มาใช้กับเกมเก่าอย่าง Fallout 4 นั้น ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ชุมชนผู้เล่นสามารถรักษาความสดใหม่และความสนุกในการเล่นเกมที่พวกเขาคุ้นเคยได้อีกครั้ง การผนวกเอาเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงการเก่าเป็นแนวทางที่ช่วยยืดอายุความนิยมและขยายฐานผู้เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจับตาดูความคืบหน้าของ Creation Engine 3 และการปรากฏตัวของ Obsidian Entertainment จะเป็นจุดที่กลุ่มแฟนเกมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Bethesda ประกาศทำ Fallout 5 ใช้ Creation Engine 3, ดึง Obsidian มาทำ Fallout ภาคใหม่
- ผู้เขียน
- mk
- แหล่ง
- Blognone
- วันที่เผยแพร่
- 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 06:47
- URL ต้นฉบับ
- https://www.blognone.com/node/151178



