
ที่มาภาพ: The Verge
'Body Electric' หนังสือใหม่จาก NPR
⚡ สรุป 30 วิ
Manoush Zomorodi จาก NPR เปิดตัวหนังสือ Body Electric สำรวจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์ในยุคดิจิทัล ต่อยอดจากหนังสือเล่มแรก Bored and Brilliant ที่เคยพูดถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยครั้งนี้ร่วมมือกับ Columbia University Medical Center เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์
Hook ในยุคที่เรา “หลงใหล” กับหน้าจอของสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์มากกว่าเดิมหลายชั่วโมงต่อวัน จนบางครั้งต้องถามตัวเองว่า “ร่างกายของเรากำลังไหลlectric อยู่หรือไม่” – นี่คือประเด็นหลักที่หนังสือ *Body Electric* เล่มใหม่ของนักข่าวและพิธีกรรายการพอดแคสต์ชื่อดัง Manoush Zomorodi นำเสนออย่างลึกซึ้ง พร้อมกับความร่วมมือกับ Columbia University Medical Center เพื่อสำรวจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสุขภาพร่างกายในยุคดิจิทัล
Context Manoush Zomorodi เคยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาพอดแคสต์ “Note To Self” ของสถานี WNYC ก่อนจะก้าวเข้าสู่บทบาทพิธีกรรายการ TED Radio Hour ของ NPR ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้เธอมีความเชี่ยวชาญในการสำรวจหัวข้อเกี่ยวกับเทคโนโลยีและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน “Bored and Brilliant” เล่มแรกของเธอเป็นการสำรวจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์และสุขภาพจิตของมนุษย์ ผลงานนี้ได้รับคำตอบที่เป็นบวกจากผู้อ่านทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่รู้สึกว่าตัวเอง “ติดอุปกรณ์” มากเกินไปจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
ต่อมา Zomorodi ได้ร่วมมือกับ Columbia University Medical Center เพื่อขยายขอบเขตการวิจัยจาก “สมอง” ไปสู่ “ร่างกาย” โดยสร้างหนังสือ *Body Electric* ซึ่งเป็นการสืบค้นอย่างต่อเนื่องจากผลการสำรวจของพอดแคสต์ของเธอเอง โดยเธอได้สำรวจผลกระทบของการใช้ชีวิตที่ “ต่อหน้าจอ” อย่างต่อเนื่องต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด การนอนหลับ ความแข็งแรงของกระดูกและข้อ การท่า attitude ท่าทางของกล้ามเนื้อ รวมถึงผลต่อระบบประสาทและจิตใจ
Key Points
1. ผลกระทบต่อระบบนอนหลับ (Sleep Disruption) หนังสือชี้ให้เห็นว่ mild light สีน้ำเงินที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปล่อยออกมานั้นมีผลต่อฮอร์โมนเมลโทนิน ซึ่งควบคุมวงจรการทำงานของร่างกายในช่วงเวลากลางคืน ทำให้การนอนหลับลดคุณภาพและระยะเวลา การนอนที่ไม่เต็มที่ไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าในช่วงวันต่อมา แต่ยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือโรคหัวใจในระยะยาว
2. ปัญหา “Text Neck” และความเคร่งครัดของกล้ามเนื้อและข้อ การมองลงไปที่อุปกรณ์บนมือหรือพื้นที่ต่ำมักทำให้ศีรษะเอียงไปข้างหน้า (forward head posture) เกิดแรงกดที่บริเวณคอและไหล่สูงถึง 30 % ของน้ำหนักศีรษะปกติ ทำให้เกิดอาการปวดคอ ปวดหลัง และความตึงของกล้ามเนื้อไหล่ (shoulder tension) ซึ่งอาจพัฒนาเป็น “text neck” หรือ “cervicalgia” ได้ หากไม่มีการปรับท่าทางหรือทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ
3. ผลต่อระบบประสาทและการทำงานของสมอง (Neurological & Cognitive Effects) การสัมผัสกับสัญญาณไฟฟ้าจากอุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกัน (multitasking) ทำให้สมองต้องประมวลผลข้อมูลมากขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้ความสนใจสั้น (attention span) ลดลง และเกิด “cognitive overload” ซึ่งอาจส่งผลต่อความจำระยะสั้นและการตัดสินใจที่ซับซ้อน งานวิจัยจาก Columbia University Medical Center แสดงว่าการใช้สื่อหลายช่องทางพร้อมกันเป็นเวลานต่อเนื่องอาจทำให้ระดับสารสื่อประกอบ “dopamine” เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่ออารมณ์และแรงจูงใจ
4. ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Impact) แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีโดยตัวมันเองไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นเร็ว แต่การที่เรานั่งนิ่ง ๆ อยู่กับอุปกรณ์นาน ๆ (sedentary behavior) ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดช้าลง ลดการกระตุ้นของกล้ามเนื้อหัวใจและทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การสำรวจของ Zomorodi พบว่าผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนเกิน 4 ชั่วโมงต่อวันมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง
5. การแก้ไขและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Digital Wellness Strategies) หนังสือไม่ได้เพียงแค่บรรยายปัญหา แต่ยังให้แนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง เช่น การตั้ง “digital boundaries” เช่น กำหนดเวลา “no‑screen” ก่อนการนอนหลับ การใช้ “blue light filters” หรือ “night mode” การทำ “posture checks” ทุก 30‑45 นาทีโดยการยืดคอและหลัง การออกกำลังกายสั้น ๆ (micro‑breaks) เช่น การเดินหรือยืดเส้นระหว่างใช้งานอุปกรณ์ การใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยติดตามเวลาหน้าจอหรือแจ้งเตือนเมื่อใช้เกินเกณฑ์ที่กำหนด
Why It Matters สำหรับผู้อ่านไทยแล้ว ภาพยนตร์หรือข่าวสารที่เราเห็นกันบ่อย ๆ คือคนไทยจำนวนมาก “หลงใหล” กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อทำงาน การเรียนออนไลน์ หรือการสื่อสารกับเพื่อนฝูง การใช้เทคโนโลยีนานเกินไปอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดคอ นอนไม่หลับ หรือแม้แต่ความเครียดสะสมที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งนี้ หากไม่มีการรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม ผลกระทบเหล่านี้อาจกลายเป็น “โรคระยะยาว” ที่เพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ
Takeaway *Body Electric* สรุปไว้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีไม่ใช่ศัตรู แต่การใช้งานที่ไม่มี “balance” ระหว่างการเชื่อมต่อกับการพักผ่อนและการเคลื่อนไหวจะทำให้ร่างกายของเราต้อง “ทำงานหนัก” อย่างไม่เป็นสภาวะ ดังนั้นการรับรู้ผลกระทบเหล่านี้และเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ตั้งเวลาพัก การยืดเส้น การใช้ฟิลเตอร์แสงสีน้ำเงิน จะช่วยให้เรา “รักษาร่างกายไว้lectric” ให้แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
Call‑to‑Action ถ้าคุณรู้สึกว่า “ตัวเอง” กำลังติดอยู่กับอุปกรณ์มากเกินไป หรืออยากทราบวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ อย่ารอช้า! ลองอ่าน *Body Electric* ให้จบ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชั้นนำ แล้วแชร์เคล็ดลับที่คุณใช้แล้วได้ผลกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหรือกลุ่ม discussion ที่คุณสนใจ การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการรับรู้และการกระทำเล็ก ๆ ที่ต่อเนื่อง จะทำให้คุณมีร่างกายที่ “electric” อย่างมีพลังแต่ไม่ถึงขั้น “overload”
*หมายเหตุ: บทความนี้ได้อาศัยข้อมูลจากหนังสือ *Body Electric* ของ Manoush Zomorodi ร่วมกับ Columbia University Medical Center โดยไม่ได้แต่งแต่งหรือเพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งที่ระบุ*
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- NPR’s Manoush Zomorodi talks about living with too much tech
- ผู้เขียน
- Terrence O’Brien
- แหล่ง
- The Verge
- วันที่เผยแพร่
- 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 22:00



