
ที่มาภาพ: TechCrunch
แฮกเกอร์ขโมยเงินคริปโตมูลค่า 130 ล้านดอลลาร์จากช่องโหว่ใน Coldcard
⚡ สรุป 30 วิ
แฮกเกอร์ใช้งานช่องโหว่ใน firmware ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ทำให้สามารถขโมยคริปโตจากกระเป๋าออฟไลน์รวมมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์…
Lead paragraph ผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ยี่ห้อ Coldcard เพื่อขโมยคริปโตเคอร์เรนซีจากกระเป๋าเงินแบบออฟไลน์ ทำให้เกิดการสูญเสียรวมกว่า $130 ล้าน** ตามข้อมูลที่บริษัทตรวจสอบบล็อกเชนรายงาน การรั่วไหลครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อผู้ใช้คริปโตที่พึ่งพาการเก็บรักษาแบบออฟไลน์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
Overview
Coldcard เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานโดยไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ของอุปกรณ์นี้ทำให้นักล้วงข้อมูลสามารถเข้าถึงคีย์ส่วนตัวที่เก็บอยู่บนเครื่องได้โดยตรง แม้ว่าอุปกรณ์จะทำงานแบบออฟไลน์ก็ตาม
จากการตรวจสอบโดยบริษัทมอนิเตอร์บล็อกเชนหลายแห่ง พบว่าการโจรกรรมครั้งนี้มีค่าเสียหายสะสมมากกว่า $130 ล้าน** โดยส่วนใหญ่เป็นเหรียญ Bitcoin และ Ethereum ที่ถูกจัดเก็บในกระเป๋า Coldcard ของผู้ใช้ทั่วโลก การสูญเสียขนาดนี้ทำให้ชุมชนคริปโตต้องตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อโซลูชันการเก็บรักษาที่เคยถือว่า “ปลอดภัยที่สุด”
Vulnerability Details
ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่าช่องโหว่ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการประมวลผลของ firmware ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งคำสั่งพิเศษผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ Coldคาร์ดได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช้การเชื่อมต่อแบบ USB หรือ micro‑SD card ก็ตาม
- ช่องโหว่ใน firmware ของ Coldcard ทำให้สามารถดึงคีย์ส่วนตัวออกมาได้
- การโจมตีเกิดขึ้นโดยการส่งข้อมูลที่ทำให้อุปกรณ์ปล่อยข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องยืนยันจากผู้ใช้
- ผลลัพธ์คือการถ่ายโอนคริปโตจากกระเป๋าที่ถูกควบคุมโดย Coldcard ไปยังบัญชีของแฮกเกอร์
บริษัทตรวจสอบบล็อกเชนระบุว่า แม้ว่าจะมีหลายรุ่นของ Coldcard อยู่ในตลาด แต่ช่องโหว่นี้ส่งผลต่อรุ่นที่ใช้ firmware เวอร์ชันก่อนหน้าการอัปเดตล่าสุด ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้หลายพันคนอาจตกอยู่ในความเสี่ยง
Attack Methodology
แฮกเกอร์มักเริ่มต้นด้วยการใส่ micro‑SD card หรือเชื่อมต่อ USB ที่มีซอฟต์แวร์ประหลาดเข้าไปใน Coldcard หลังจากนั้น พวกเขาใช้ชุดคำสั่งที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อบังคับให้เครื่องทำการเซ็นธุรกรรมโดยอัตโนมัติ แม้ว่าอินเตอร์เฟซผู้ใช้ของ Coldcard จะมีหน้าจอแสดงผล แต่ข้อมูลที่ส่งไปยังอุปกรณ์นั้นสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้
กระบวนการดังกล่าวเป็นแบบ “offline attack” ซึ่งต่างจากการโจมตีผ่านเครือข่ายออนไลน์ทั่วไป เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอก ทำให้การติดตามและป้องกันยากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ฮาร์ดแวร์ที่ออฟไลน์ยังทำให้ผู้ใช้หลายคนอาจมองว่าปลอดภัยเกินจริง
Impact on Users & Market
ผลกระทบต่อผู้ใช้ Coldcard มีความรุนแรง ทั้งด้านการสูญเสียทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์วอลเล็ตโดยรวม การขโมยเงินมูลค่า $130 ล้าน** ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินที่ไม่มีการประกันใดๆ ทั้งนี้ยังส่งผลต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่อาจได้รับแรงกดดันในช่วงสั้นหลังเหตุการณ์
นักวิเคราะห์ด้านไซเบอร์บ่งชี้ว่าการโจมตีครั้งนี้อาจกระตุ้นให้ผู้ใช้หันไปพิจารณาโซลูชั่นการเก็บรักษาแบบหลายขั้นตอน (multi‑layer) เช่น การผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและระบบ cold storage บนกระดาษ หรือการใช้บริการคัสเตอร์ศูนย์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า
Response & Mitigation
Coldcard ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการโดยยอมรับว่ามีช่องโหว่ใน firmware และกำลังเร่งพัฒนาการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขปัญหา บริษัทได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้ให้ทำ firmware update เป็นฉบับล่าสุดทันทีที่มีการปล่อย พร้อมทั้งตรวจสอบประวัติการถ่ายโอนทั้งหมดเพื่อค้นหาธุรกรรมที่อาจเป็นผลมาจากการโจมตี
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายองค์กรได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำ cold storage audit ตรวจสอบว่ามีการเก็บกุญแจส่วนตัวอย่างถูกต้องหรือไม่ และควรเปลี่ยนคีย์ใหม่หากพบว่าตัวอุปกรณ์เคยถูกโจมตี การเฝ้าระวังและบันทึกกิจกรรมของกระเป๋าเงินดิจิทัลจึงกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขึ้นในยุคหลังเหตุการณ์นี้
Summary
ช่องโหว่ในฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ทำให้ผู้โจมตีขโมยคริปโตรวมกว่า $130 ล้าน** การรั่วไหลนี้กระตุ้นให้ผู้ใช้และอุตสาหกรรมต้องทบทวนมาตรการความปลอดภัยแบบออฟไลน์อย่างจริงจัง พร้อมกับเร่งดำเนินการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Hackers steal over $130 million by exploiting bug in offline hardware wallets
- ผู้เขียน
- Lorenzo Franceschi-Bicchierai
- แหล่ง
- TechCrunch
- วันที่เผยแพร่
- 4 สิงหาคม 2569 เวลา 23:27



