แฮกเกอร์ขโมยเงินคริปโตมูลค่า 130 ล้านดอลลาร์จากช่องโหว่ใน Coldcard

ที่มาภาพ: TechCrunch

Security-อ่าน 6 นาทีTechCrunch

แฮกเกอร์ขโมยเงินคริปโตมูลค่า 130 ล้านดอลลาร์จากช่องโหว่ใน Coldcard

⚡ สรุป 30 วิ

แฮกเกอร์ใช้งานช่องโหว่ใน firmware ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ทำให้สามารถขโมยคริปโตจากกระเป๋าออฟไลน์รวมมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์…

Lead paragraph ผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ยี่ห้อ Coldcard เพื่อขโมยคริปโตเคอร์เรนซีจากกระเป๋าเงินแบบออฟไลน์ ทำให้เกิดการสูญเสียรวมกว่า $130 ล้าน** ตามข้อมูลที่บริษัทตรวจสอบบล็อกเชนรายงาน การรั่วไหลครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อผู้ใช้คริปโตที่พึ่งพาการเก็บรักษาแบบออฟไลน์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

Overview

Coldcard เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานโดยไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ของอุปกรณ์นี้ทำให้นักล้วงข้อมูลสามารถเข้าถึงคีย์ส่วนตัวที่เก็บอยู่บนเครื่องได้โดยตรง แม้ว่าอุปกรณ์จะทำงานแบบออฟไลน์ก็ตาม

จากการตรวจสอบโดยบริษัทมอนิเตอร์บล็อกเชนหลายแห่ง พบว่าการโจรกรรมครั้งนี้มีค่าเสียหายสะสมมากกว่า $130 ล้าน** โดยส่วนใหญ่เป็นเหรียญ Bitcoin และ Ethereum ที่ถูกจัดเก็บในกระเป๋า Coldcard ของผู้ใช้ทั่วโลก การสูญเสียขนาดนี้ทำให้ชุมชนคริปโตต้องตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อโซลูชันการเก็บรักษาที่เคยถือว่า “ปลอดภัยที่สุด”

Vulnerability Details

ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่าช่องโหว่ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการประมวลผลของ firmware ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งคำสั่งพิเศษผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ Coldคาร์ดได้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช้การเชื่อมต่อแบบ USB หรือ micro‑SD card ก็ตาม

  • ช่องโหว่ใน firmware ของ Coldcard ทำให้สามารถดึงคีย์ส่วนตัวออกมาได้
  • การโจมตีเกิดขึ้นโดยการส่งข้อมูลที่ทำให้อุปกรณ์ปล่อยข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องยืนยันจากผู้ใช้
  • ผลลัพธ์คือการถ่ายโอนคริปโตจากกระเป๋าที่ถูกควบคุมโดย Coldcard ไปยังบัญชีของแฮกเกอร์

บริษัทตรวจสอบบล็อกเชนระบุว่า แม้ว่าจะมีหลายรุ่นของ Coldcard อยู่ในตลาด แต่ช่องโหว่นี้ส่งผลต่อรุ่นที่ใช้ firmware เวอร์ชันก่อนหน้าการอัปเดตล่าสุด ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้หลายพันคนอาจตกอยู่ในความเสี่ยง

Attack Methodology

แฮกเกอร์มักเริ่มต้นด้วยการใส่ micro‑SD card หรือเชื่อมต่อ USB ที่มีซอฟต์แวร์ประหลาดเข้าไปใน Coldcard หลังจากนั้น พวกเขาใช้ชุดคำสั่งที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อบังคับให้เครื่องทำการเซ็นธุรกรรมโดยอัตโนมัติ แม้ว่าอินเตอร์เฟซผู้ใช้ของ Coldcard จะมีหน้าจอแสดงผล แต่ข้อมูลที่ส่งไปยังอุปกรณ์นั้นสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้

กระบวนการดังกล่าวเป็นแบบ “offline attack” ซึ่งต่างจากการโจมตีผ่านเครือข่ายออนไลน์ทั่วไป เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ภายนอก ทำให้การติดตามและป้องกันยากขึ้น นอกจากนี้ การใช้ฮาร์ดแวร์ที่ออฟไลน์ยังทำให้ผู้ใช้หลายคนอาจมองว่าปลอดภัยเกินจริง

Impact on Users & Market

ผลกระทบต่อผู้ใช้ Coldcard มีความรุนแรง ทั้งด้านการสูญเสียทรัพย์สินและความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์วอลเล็ตโดยรวม การขโมยเงินมูลค่า $130 ล้าน** ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินที่ไม่มีการประกันใดๆ ทั้งนี้ยังส่งผลต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่อาจได้รับแรงกดดันในช่วงสั้นหลังเหตุการณ์

นักวิเคราะห์ด้านไซเบอร์บ่งชี้ว่าการโจมตีครั้งนี้อาจกระตุ้นให้ผู้ใช้หันไปพิจารณาโซลูชั่นการเก็บรักษาแบบหลายขั้นตอน (multi‑layer) เช่น การผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและระบบ cold storage บนกระดาษ หรือการใช้บริการคัสเตอร์ศูนย์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า

Response & Mitigation

Coldcard ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการโดยยอมรับว่ามีช่องโหว่ใน firmware และกำลังเร่งพัฒนาการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขปัญหา บริษัทได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้ให้ทำ firmware update เป็นฉบับล่าสุดทันทีที่มีการปล่อย พร้อมทั้งตรวจสอบประวัติการถ่ายโอนทั้งหมดเพื่อค้นหาธุรกรรมที่อาจเป็นผลมาจากการโจมตี

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยหลายองค์กรได้แนะนำให้ผู้ใช้ทำ cold storage audit ตรวจสอบว่ามีการเก็บกุญแจส่วนตัวอย่างถูกต้องหรือไม่ และควรเปลี่ยนคีย์ใหม่หากพบว่าตัวอุปกรณ์เคยถูกโจมตี การเฝ้าระวังและบันทึกกิจกรรมของกระเป๋าเงินดิจิทัลจึงกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขึ้นในยุคหลังเหตุการณ์นี้

Summary

ช่องโหว่ในฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ทำให้ผู้โจมตีขโมยคริปโตรวมกว่า $130 ล้าน** การรั่วไหลนี้กระตุ้นให้ผู้ใช้และอุตสาหกรรมต้องทบทวนมาตรการความปลอดภัยแบบออฟไลน์อย่างจริงจัง พร้อมกับเร่งดำเนินการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
Hackers steal over $130 million by exploiting bug in offline hardware wallets
ผู้เขียน
Lorenzo Franceschi-Bicchierai
แหล่ง
TechCrunch
วันที่เผยแพร่
4 สิงหาคม 2569 เวลา 23:27

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่องโหว่ Coldcard ทำให้ขโมย Bitcoin มูลค่า $70 ล้านใน 41 นาทีSecurity
-

ช่องโหว่ Coldcard ทำให้ขโมย Bitcoin มูลค่า $70 ล้านใน 41 นาที

การอัปเดต firmware ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard มีข้อบกพร่องทำให้ผู้โจมตีคาดเดา seed และขโมย Bitcoin มูลค่า $70 ล้านภายใน 41 นาที…

The Hacker News6 นาที
ยูเครนผลิตอุปกรณ์ EW Stone Cloak ขนาดแท็บเล็ต รับสิทธิ์จากสหราชอาณาจักรSecurity
4 สิงหาคม 2569 เวลา 04:00

ยูเครนผลิตอุปกรณ์ EW Stone Cloak ขนาดแท็บเล็ต รับสิทธิ์จากสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรให้งานสิทธิ์ยูเครนผลิตระบบ Stone Cloak ขนาดแท็บเล็ตซึ่งเป็นเทคโนโลยี EW เพื่อต่อต้านโดรนของรัสเซีย…

TechRadar7 นาที
ทรัมป์โทษ Tim Walz ผู้ว่าการมินนิโซตาเรื่องแฮ็กระบบน้ำ แม้หลักฐานชี้อิหร่านเป็นผู้กระทำSecurity
3 สิงหาคม 2569 เวลา 22:00

ทรัมป์โทษ Tim Walz ผู้ว่าการมินนิโซตาเรื่องแฮ็กระบบน้ำ แม้หลักฐานชี้อิหร่านเป็นผู้กระทำ

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหา Tim Walz ว่าเป็นผู้รับผิดชอบการโจมตีระบบน้ำของรัฐ มินนิโซตา แม้หลายหน่วยงานระบุว่าอิหร่านมีโอกาสสูงสุด…

The Verge5 นาที
Wi‑Fi โรงแรมถูกเจาะ ส่งอัปเดตปลอม นำมาซึ่ง RAT CornFlake สอดแนมผู้ใช้Security
3 สิงหาคม 2569 เวลา 13:00

Wi‑Fi โรงแรมถูกเจาะ ส่งอัปเดตปลอม นำมาซึ่ง RAT CornFlake สอดแนมผู้ใช้

แฮกเกอร์โจมตี Wi‑Fi ของโรงแรมโดยสั่งให้ดาวน์โหลดอัปเดตปลอมที่มี RAT CornFlake สามารถดักจับเว็บแคม ไมโครโฟนและบันทึกการพิมพ์ได้ ผู้ใช้ควรตรวจสอบ URL…

The Hacker News6 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!