เจาะลึก IMD 2026: ไทยขยับอันดับ 26 พร้อมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ 'เวียดนาม' ม้ามืดในเวทีโลก

ที่มาภาพ: Techsauce

Software-อ่าน 13 นาทีTechsauce

เจาะลึก IMD 2026: ไทยขยับอันดับ 26 พร้อมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ 'เวียดนาม' ม้ามืดในเวทีโลก

⚡ สรุป 30 วิ

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2026 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management…

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2026 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development ( IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยผลลัพธ์ล่าสุด ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยขยับอันดับความสามารถในการแข่งขันขึ้นจากเดิม 4 อันดับ จนมาอยู่ที่อันดับที่ 26 ของโลก ผลการปรับตัวครั้งนี้เป็นผลจากการที่ไทยมีการปรับปรุงอันดับที่ดีขึ้นในหลายปัจจัยย่อย โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่สามารถไต่อันดับขึ้นได้ถึง 3 อันดับ และด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ อย่างไรก็ตาม ในบางปัจจัยหลัก เช่น ประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับคงที่ ขณะที่ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจกลับลดลง 2 อันดับจากปีที่ผ่านมา การวิเคราะห์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

Overview: มาตรฐานใหม่ของการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน

IMD WCC ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน (World Competitiveness Rankings) เพื่อวัดความสามารถของเขตเศรษฐกิจต่างๆ ในการนำจุดแข็งภายในประเทศมาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว การจัดอันดับนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม แต่ได้ขยายขอบเขตการวิเคราะห์อย่างมาก โดยพิจารณาจากปัจจัยหลักถึง 4 ด้าน ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance), ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency), ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ข้อมูลที่ใช้ในการจัดอันดับมีความครอบคลุมอย่างยิ่ง โดยอาศัยการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard Data) ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสถิติหลากหลายแหล่ง รวมถึงการสำรวจความเห็นของผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Executive Opinion Survey) ซึ่งเป็นการสำรวจที่ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอทุกปี การขยายขอบเขตของ IMD ในปี 2569 นี้ ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เพราะมีการขยายการจัดอันดับให้ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจที่มีบทบาทในเวทีระดับโลกมากขึ้น โดยมีการเพิ่มเติม เวียดนาม เข้ามาในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้ภาพรวมของการจัดอันดับปีนี้ขยายไปถึง 70 เขตเศรษฐกิจใน 6 ทวีปทั่วโลก

Key Details: การปรับปรุงตัวชี้วัดและบริบทใหม่ของ AI

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษในปี 2569 คือการที่ IMD WCC ได้มีการปรับปรุงตัวชี้วัด (indicators) ที่ใช้ในการจัดอันดับครั้งใหญ่กว่า 11 รายการ โดยมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การรวมเอาตัวชี้วัดที่เป็นเพียง Background Data ที่เคยไม่ได้ใช้ในการจัดอันดับ ให้เข้ามามีส่วนในการคำนวณด้วย ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนนิยามของตัวชี้วัด Start-ups days จากเดิมที่อ้างอิงจำนวนวันจากการจดทะเบียนธุรกิจตามแบบสำรวจ Doing Business ของธนาคารโลก มาเป็นจำนวนวันโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการได้มาซึ่งใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามแบบสำรวจ Business Ready ของธนาคารโลก การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการให้ข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ IMD ยังได้ปรับเปลี่ยนหัวใจของการจัดอันดับอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนการมุ่งเน้นจากคำว่า Digital ไปสู่ AI อย่างเต็มรูปแบบ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ส่งผลให้คะแนนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศไทยลดลงถึง 7 อันดับ เนื่องจากไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งการขาดแคลน AI Skills การลงทุนด้าน AI จากภาคธุรกิจ และการมีกฎระเบียบที่สนับสนุนการพัฒนา AI อย่างเหมาะสม การให้ความสำคัญกับ AI อย่างเต็มรูปแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของเวทีโลกที่มองว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันในยุคถัดไป

Global Rankings: การเคลื่อนไหวของผู้เล่นรายใหญ่และชาติผู้นำ

ผลการจัดอันดับของประเทศชั้นนำระดับโลกยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่สำคัญ สิงคโปร์กลับมาทวงตำแหน่งผู้นำความสามารถในการแข่งขันระดับโลกอีกครั้งในปี 2569 หลังจากที่เคยขึ้นสูงสุดในตำแหน่งที่ 1 มาแล้วในปี 2567 แม้ว่าปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์จะปรับลดลง 2 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับที่ 3 แต่การที่สิงคโปร์สามารถไต่อันดับขึ้นได้อย่างโดดเด่นในปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ขยับตัวขึ้นถึง 7 อันดับให้เป็นอันดับที่ 1 รวมถึงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 1 อันดับมาเป็นอันดับที่ 5 ควบคู่ไปกับการรักษาตำแหน่งอันดับ 3 ในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ทำให้สิงคโปร์กลับมายึดตำแหน่งอันดับ 1 ได้อย่างมั่นคง

ส่วนฮ่องกงได้ขยับอันดับขึ้น 1 อันดับ มาเป็นอันดับ 2 โดยสาเหตุสำคัญมาจากความสามารถในการรักษาอันดับที่ 2 ในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการ อีกทั้งสวิตเซอร์แลนด์เองก็มีการปรับอันดับลงไปเป็นอันดับ 3 อย่างเห็นได้ชัด โดยมีปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ คือการชะงักงันของเงินทุนไหลเข้า การจ้างงานที่ลดลง และการเผชิญกับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งต่างๆ ทำให้สมรรถนะทางเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 24 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับที่ 37

ASEAN Performance: ไทยเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค

จากการวิเคราะห์ของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) พบภาพรวมของภูมิภาคเอเชียที่น่าสนใจ โดยระบุว่าใน 5 อันดับแรกของเอเชีย มีถึง 3 เขตเศรษฐกิจที่ติดอันดับ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันที่สูงของกลุ่มประเทศเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ในแง่การจัดอันดับของกลุ่มประเทศอาเซียนโดยรวม IMD ได้ขยายการจัดอันดับให้รวม 6 ประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของกลุ่มอาเซียน โดยมีมาเลเซียและสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 และ 15 ตามลำดับ การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีพัฒนาการในบางมิติ แต่การจะก้าวกระโดดเพื่อทัดเทียมกับประเทศผู้นำในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียนั้น ยังคงต้องอาศัยการปรับปรุงโครงสร้างเชิงลึกในปัจจัยสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะการปรับตัวให้เข้ากับกระแสเทคโนโลยีอย่าง AI อย่างรวดเร็ว

Detailed Factor Analysis: การวิเคราะห์ปัจจัยในแต่ละด้านของไทย

เมื่อพิจารณาถึงการจัดอันดับของประเทศไทยในแต่ละปัจจัยหลักทั้ง 4 ด้าน จะเห็นว่าแต่ละด้านมีทั้งส่วนที่พัฒนาขึ้นและส่วนที่ยังต้องปรับปรุงอย่างหนัก โดยเฉพาะด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 8 มาอยู่ที่อันดับที่ 10 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศลดลง 5 อันดับมาอยู่ที่อันดับที่ 9 และปัจจัยย่อยด้านการจ้างงานลดลงจากอันดับที่ 3 มาเป็นอันดับที่ 4 ถึงแม้ว่าปัจจัยย่อยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีอันดับคงเดิมที่อันดับที่ 38 และปัจจัยย่อยด้านการลงทุนระหว่างประเทศจะขยับขึ้น 6 อันดับเป็นอันดับที่ 24 ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยย่อยด้านราคาที่ดีขึ้น 1 อันดับมาเป็นอันดับที่ 12 แสดงให้เห็นถึงสัญญาณบวกในบางส่วนที่ควรนำมาเป็นจุดแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ส่วนด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ แม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 32 เท่ากับปีก่อน แต่ก็มีการเคลื่อนไหวที่ดีในปัจจัยย่อยจำนวนมาก เช่น ด้านนโยบายภาษีที่ไต่ระดับขึ้น 1 อันดับเป็นอันดับที่ 7 และด้านการคลังสาธารณะที่ขยับขึ้น 2 อันดับเป็นอันดับที่ 29 ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการพัฒนาที่ดีในด้านการบริหารจัดการทางการเงินของรัฐ อย่างไรก็ตาม ในปัจจัยย่อยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจยังคงที่ที่อันดับที่ 40 ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญในการปรับปรุงให้ทันต่อการเติบโตของภาคธุรกิจในอนาคต การวิเคราะห์เหล่านี้ตอกย้ำว่าการพัฒนาต้องเป็นไปอย่างองค์รวม ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปรากฏให้เห็นภายนอกเท่านั้น แต่ต้องเน้นการยกระดับรากฐานอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน

Impact and Recommendations: ช่องว่างที่ไทยต้องเติมเต็ม

ผลการจัดอันดับของ IMD ในปี 2569 ได้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเติมเต็มเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน หนึ่งในความท้าทายที่ชัดเจนที่สุดคือการปรับตัวเข้าสู่ยุคของ AI อย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การทำ Digital แต่ต้องรวมถึงการพัฒนา AI Skills ในกำลังคน การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้าน AI อย่างจริงจังจากภาคเอกชน และการปรับปรุง กฎระเบียบ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีไม่เป็นจุดอ่อนสำคัญ

นอกจากนี้ ในภาพรวมของภาคธุรกิจ ความสามารถในการทำธุรกิจและนวัตกรรมยังเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจมีการปรับปรุงที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและ Startup รวมถึงการปฏิรูปกลไกของตลาดแรงงานให้รองรับทักษะแห่งอนาคตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งระดับโลก การที่ IMD ให้ความสำคัญกับการขยายขอบเขตการวิเคราะห์เป็น 70 เขตเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าการแข่งขันได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ผู้เล่นทุกคนจึงต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวที่รอบด้านและเน้นการพัฒนาศักยภาพในทุกมิติอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาหรือเพิ่มอันดับในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

Summary: ความท้าทายสู่การเป็นผู้นำในรอบถัดไป

โดยสรุป IMD 2026 ชี้ว่าไทยขยับอันดับความสามารถในการแข่งขันเป็นอันดับที่ 26 ของโลก แม้จะมีปัจจัยบวกในภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แต่คะแนนสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ลดลง และการเปลี่ยนผ่านตัวชี้วัดสู่ยุค AI ที่ทำให้คะแนนเทคโนโลยิลดลง เน้นย้ำว่าประเทศไทยยังต้องเร่งปรับปรุงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการยกระดับทักษะ AI และการปฏิรูปกฎระเบียบให้สอดคล้องกับความท้าทายทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเร่งด่วน

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
เจาะลึก IMD 2026 ไทยขยับขึ้นอันดับ 26 แล้วทำไม 'เวียดนาม' เป็นม้ามืดหน้าใหม่ ที่หายใจรดต้นคอไทย?
ผู้เขียน
Techsauce Team
แหล่ง
Techsauce
วันที่เผยแพร่
20 มิถุนายน 2569 เวลา 14:00

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

Philips เปิดตัว Skylight: ไฟ LED จำลองแสงแดดธรรมชาติ พร้อมรุ่นเสริม UV-B สร้างวิตามิน DSoftware
21 มิถุนายน 2569 เวลา 09:30

Philips เปิดตัว Skylight: ไฟ LED จำลองแสงแดดธรรมชาติ พร้อมรุ่นเสริม UV-B สร้างวิตามิน D

ในวงการเทคโนโลยีแสงสว่างเพื่อที่พักอาศัย มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์การจำลองสภาพแสงธรรมชาติได้อย่างสมจริง…

DroidSans7 นาที
Adobe เผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด รายได้เติบโตต่อเนื่อง ขณ…Software
15 มิถุนายน 2569 เวลา 11:00

Adobe เผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด รายได้เติบโตต่อเนื่อง ขณ…

Adobe รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดด้วยรายได้รวมและรายรับต่อเนื่อง 12 เดือนที่เติบโตเป็นสถิติ โดยหลักมาจากธุรกิจ Subscription…

Blognone8 นาที
Xiaomi จับมือ TileRT เปิดตัว MiMo-V2.5-Pro: โมเดล LLM ประ…Software
11 มิถุนายน 2569 เวลา 11:30

Xiaomi จับมือ TileRT เปิดตัว MiMo-V2.5-Pro: โมเดล LLM ประ…

Xiaomi ประกาศการเป็นพันธมิตรครั้งสำคัญกับ **TileRT** ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเฟรมเวิร์กสำหรับรัน **LLM** (Large Language Model) ที่มีความเร็วสูง…

Blognone10 นาที
Ninja Theory เปิดตัว Senua ภาคใหม่: เน้นแอคชั่นต่อสู้ในจั…Software
10 มิถุนายน 2569 เวลา 08:30

Ninja Theory เปิดตัว Senua ภาคใหม่: เน้นแอคชั่นต่อสู้ในจั…

Ninja Theory สตูดิโอเกมชั้นนำในเครือ Xbox ได้ประกาศเปิดตัวเกมใหม่ล่าสุดในจักรวาลของ **Hellblade** อีกครั้ง โดยเกมนี้ใช้ชื่อว่า **Senua**…

Blognone8 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!