Meta AI สร้างภาพจากโพสต์สาธารณะ Instagram ได้ ต้องตั้งค่าปิดการใช้งานด้วยตนเอง

ที่มาภาพ: DroidSans

AI-อ่าน 7 นาทีDroidSans

Meta AI สร้างภาพจากโพสต์สาธารณะ Instagram ได้ ต้องตั้งค่าปิดการใช้งานด้วยตนเอง

⚡ สรุป 30 วิ

Meta เปิดตัว Muse Image สร้างภาพจากโพสต์สาธารณะ Instagram โดยค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ที่ไม่อยากให้ข้อมูลถูกใช้ต้องเข้าตั้งค่าปิด 'การแชร์และใช้ซ้ำ'…

Meta ได้เปิดตัวโมเดลสร้างภาพใหม่ชื่อ Muse Image ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงผู้ใช้งานและนักพัฒนา เนื่องจากความสามารถในการสร้างรูปภาพที่อ้างอิงจากโพสต์สาธารณะของผู้ใช้รายอื่นบนแพลตฟอร์ม Instagram ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การทำงานของฟีเจอร์นี้ถูกเปิดใช้งานเป็น **ค่าเริ่มต้น (default) ทำให้ผู้ใช้งานที่ไม่ได้ตั้งค่าป้องกันใด ๆ อาจถูกนำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในการสร้างคอนเทนต์โดย AI โดยไม่รับทราบล่วงหน้า นี่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ในยุคของปัญญาประดิษฐ์

Overview

โมเดล Muse Image ของ Meta ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถสร้างรูปภาพใหม่ ๆ ได้ด้วยการป้อนข้อความแจ้ง (Prompt) และสามารถระบุบัญชีผู้ใช้ที่ต้องการให้เป็นแหล่งอ้างอิงของรูปภาพเหล่านั้นได้ เพียงแค่ผู้ใช้ทำการแท็ก (mention) ชื่อบัญชีใดบัญชีหนึ่งเข้าไปใน Prompt ระบบก็จะมีความสามารถในการดึงข้อมูลรูปภาพใบหน้าหรือภาพลักษณ์จากโพสต์สาธารณะของบัญชีนั้น ๆ มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปภาพด้วย AI ได้ทันที การทำงานเช่นนี้มีจุดเด่นที่ทำให้กระบวนการสร้างรูปภาพมีความเฉพาะเจาะจงและสมจริงยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถอ้างอิงจากลักษณะเฉพาะตัวที่ปรากฏในโพสต์จริง ๆ

ฟีเจอร์นี้ถูกเปิดใช้งานในลักษณะที่ถือว่าให้ความสะดวกสูงสุดต่อการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว เนื่องจากระบบจะดึงข้อมูลไปใช้โดยอัตโนมัติเมื่อมีการเรียกใช้ โดยที่เจ้าของบัญชีต้นทางไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่าใบหน้าหรือเนื้อหาของตนกำลังถูกนำไปใช้ในการประมวลผลของ AI ในลักษณะดังกล่าว

Key Details

ตามรายงานระบุว่าความสามารถในการดึงโพสต์ไปใช้สร้างรูปภาพด้วย AI ผ่าน Muse Image นั้น ถูกเปิดเป็น ค่าเริ่มต้น ตั้งแต่แรกเริ่ม การที่ฟีเจอร์นี้ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการ Mention ชื่อบัญชีใด ก็หมายความว่าผู้ใช้ที่ไม่ได้ดำเนินการตั้งค่าใด ๆ จะถือว่าได้ยินยอมให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ในระดับหนึ่ง ข้อมูลรูปภาพจากโพสต์สาธารณะของผู้ใช้ที่มีบัญชีแบบสาธารณะ (public profile) จะถูกนำมาเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์รูปภาพใหม่ การทำงานนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการใช้งานบนแพลตฟอร์ม Meta เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการทำงานโดยสรุปคือ ผู้ใช้ A ป้อน Prompt พร้อมแท็กชื่อบัญชี B (เช่น @usernameB) เข้าไปในระบบ จากนั้น ระบบ Muse Image จะไปดึงภาพใบหน้าและลักษณะภาพจากโพสต์สาธารณะของบัญชี B มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างภาพใหม่ โดยที่เจ้าของบัญชี B อาจจะไม่ได้รับข้อความแจ้งเตือนใด ๆ เกี่ยวกับการนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการ AI นี้

  • เงื่อนไข: บัญชีผู้ใช้ต้องเป็นแบบสาธารณะ (Public Profile) - กลไก: การใช้ Prompt พร้อม Mention ชื่อบัญชี - **ผลลัพธ์: การสร้างรูปภาพที่อ้างอิงใบหน้าจากโพสต์จริง

Analysis

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างมากคือเรื่องการให้สิทธิในการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sovereignty) Meta ได้เปิดใช้งานฟีเจอร์ที่ทรงพลังด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แต่ในขณะเดียวกันก็ลดระดับการควบคุมข้อมูลของผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญ การพึ่งพาการตั้งค่า Opt-out จากผู้ใช้เอง ทำให้ผู้ใช้งานต้องมีความตระหนักรู้อย่างสูงในการตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอยู่เสมอ

จากมุมมองด้านเทคโนโลยี การที่โมเดล AI สามารถเชื่อมโยงและดึงคุณลักษณะใบหน้าจากแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ไปใช้ในการสร้างคอนเทนต์ใหม่ได้ นับเป็นความก้าวหน้าอย่างสูง อย่างไรก็ตาม การขาดการแจ้งเตือนและการยินยอมที่ชัดเจน (Explicit Consent) ก่อนการนำข้อมูลไปใช้ อาจขัดต่อหลักปฏิบัติที่ดีด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy by Design) ที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำควรยึดถือปฏิบัติ

Impact

เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรักษาสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวและป้องกันไม่ให้เนื้อหาบนโปรไฟล์ของตนเองถูกนำไปใช้ซ้ำโดย AI ของ Meta โดยไม่ได้รับอนุญาต Meta ได้ระบุขั้นตอนในการปิดฟีเจอร์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ผู้ใช้ที่ต้องการจำกัดสิทธิ์นี้จะต้องเข้าดำเนินการตั้งค่าด้วยตนเอง ผ่านหน้าโปรไฟล์ของบัญชี Instagram การดำเนินการนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์ให้เนื้อหาของตนถูกนำไปใช้ในการฝึกฝนหรือสร้างรูปภาพด้วยโมเดล AI ในอนาคต

ขั้นตอนในการปิด (Opt-out) สามารถทำได้ตามลำดับดังนี้: ไปที่หน้าโปรไฟล์ > กดปุ่มเมนู (สามขีด) ที่มุมขวาบน > เลือกเมนู 'การตั้งค่า' > เข้าสู่หัวข้อ 'การแชร์และใช้ซ้ำ' > ปิดสวิตช์ 'อนุญาตให้ผู้คนนำเนื้อหาของคุณไปใช้ซ้ำบน Instagram และใช้ฟีเจอร์ AI ที่ Meta'

การดำเนินการนี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้มีอำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) เหนือข้อมูลของตนเอง เป็นการย้ำเตือนว่าแม้แต่ฟีเจอร์ AI ที่ดูสะดวกสบาย ก็ยังต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแลสิทธิความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดพอสมควร

Summary

Meta เปิดตัว Muse Image ให้สร้างภาพจากโพสต์สาธารณะของ Instagram โดยมีฟังก์ชันนี้เป็นค่าเริ่มต้น ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้เนื้อหาถูกนำไปใช้ ต้องเข้าไปปิดการตั้งค่า 'การแชร์และใช้ซ้ำ' ด้วยตนเองที่หน้าโปรไฟล์ เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
AI สร้างรูปภาพบน Instagram อนุญาตให้สร้างรูปจากโพสต์สาธารณะของคนอื่นได้ ถ้าไม่ยินยอมต้องกดปิดเอง
ผู้เขียน
empressKiM
แหล่ง
DroidSans
วันที่เผยแพร่
10 กรกฎาคม 2569 เวลา 14:19

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลอังกฤษเปิด AI Work Assistant ช่วยร่าง CV เพื่อต่อสู…AI
10 มิถุนายน 2569 เวลา 16:00

รัฐบาลอังกฤษเปิด AI Work Assistant ช่วยร่าง CV เพื่อต่อสู…

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัว AI Work Assistant ซึ่งเป็นบอทช่วยร่างและปรับแต่งประวัติการทำงาน (CV) ให้ผู้หางาน ใช้งานทดลอง 3…

The Register8 นาที
Meta เปิด AI เครื่องมือสร้างภาพจาก Instagram ตั้งค่า opt‑in อัตโนมัติAI
-

Meta เปิด AI เครื่องมือสร้างภาพจาก Instagram ตั้งค่า opt‑in อัตโนมัติ

Meta เปิดฟีเจอร์ AI ที่สร้างภาพใบหน้าผู้ใช้จากรูป Instagram โดยตั้งค่าเป็น public opt‑in แบบอัตโนมัติ…

TechSpot7 นาที
Meta AI เพิ่มฟีเจอร์สร้างภาพจากข้อความในแอป Meta AI พร้อมใช้งานบน Instagram และ WhatsAppAI
-

Meta AI เพิ่มฟีเจอร์สร้างภาพจากข้อความในแอป Meta AI พร้อมใช้งานบน Instagram และ WhatsApp

Meta AI เพิ่มเครื่องมือสร้างภาพจากข้อความด้วยโมเดล Muse Spark ของ Superintelligence Labs ฟีเจอร์ใหม่รวมในแอป Meta AI และเปิดให้ใช้บน Instagram กับ WhatsApp…

9to5Mac6 นาที
ทำอย่างไรให้ ‘Tokenmaxxing’ ส่งเสริมผลผลิตโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายมากAI
10 กรกฎาคม 2569 เวลา 17:30

ทำอย่างไรให้ ‘Tokenmaxxing’ ส่งเสริมผลผลิตโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายมาก

การศึกษา 12,000 นักพัฒนาจาก 200 บริษัทเผยว่า Tokenmaxxing ช่วยเพิ่มผลผลิตแต่ค่าใช้จ่ายต่อ merged PR แตกต่างอย่างมาก. ดังนั้นควรกระจายโทเค็นในระดับปานกลางและวัด…

TechRadar6 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!