ทดสอบแอปเปิดทางเลือกแทน Sonos 3 ตัวบน Raspberry Pi พร้อม …

ที่มาภาพ: XDA Developers

Software-อ่าน 7 นาทีXDA Developers

ทดสอบแอปเปิดทางเลือกแทน Sonos 3 ตัวบน Raspberry Pi พร้อม …

⚡ สรุป 30 วิ

ผู้เขียนยกเลิกการใช้แอป Sonos และทดลองแอปเปิด 3 ตัวบน Raspberry Pi ที่ทำงานร่วมกับ Snapcast ผลการทดสอบพบว่ามีความเสถียรสูงและค่าหน่วงเวลายอมรับได้…

การหยุดใช้แอป Sonos และเปลี่ยนไปใช้โซลูชันแบบเปิดแหล่ง (open‑source) ทำให้ผู้ใช้หลายคนที่เคยประสบปัญหาแอปและการเรียกเก็บค่าบริการสมัครสมาชิกต้องหาทางเลือกใหม่ — หนึ่งในนั้นคือการรัน Snapcast บน Raspberry Pi เพื่อแทนที่ระบบ Sonos ทั้งหมด

Overview

ในบทความล่าสุดของ XDA‑Developers ผู้เขียนได้ยกเลิกการใช้งานแอป Sonos อย่างถาวร เนื่องจากแอปทำงานขัดจังหวะบ่อยและมีการแจ้งเตือนให้สมัครสมาชิกต่อเนื่อง การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว ผู้ใช้ Sonos จำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อประสบการณ์แอปเดียวกันและเริ่มมองหาวิธี “vibe‑coding” เพื่อสร้างหรือใช้แอปทางเลือกของตนเอง

ผู้เขียนได้ทำการทดสอบแอปพลิเคชันทางเลือกสามตัวที่ได้รับความนิยมในชุมชนผู้ใช้ Sonos เพื่อประเมินว่ามันสามารถทดแทนการทำงานของ Sonos ได้หรือไม่ ผลการทดสอบจะถูกสรุปต่อไปนี้

Background

Sonos ตั้งตัวเองเป็นระบบเสียงแบบมัลติรูมที่เน้นการใช้งานผ่านแอปเดียวบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ระบบนี้เคยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Sonos เริ่มบังคับให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์บางอย่าง เช่น การสตรีมเพลงจากแหล่งภายนอกหรือการจัดการไลบรารีส่วนบุคคล การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ใช้บางส่วนรู้สึกว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่มีความคุ้มค่า

นอกจากนี้ แอป Sonos ยังมีปัญหาด้านความเสถียร เช่น การเชื่อมต่อที่หลุดบ่อย การอัปเดตที่ทำให้เมนูหรือฟีเจอร์บางอย่างหายไป ซึ่งทำให้ผู้ใช้หลายคนเริ่มมองหาโซลูชันที่เปิดให้ปรับแต่งได้เองและไม่ต้องพึ่งพาการสมัครสมาชิก

Community Solutions

ชุมชนผู้ใช้ Sonos ได้ตอบสนองต่อปัญหาเหล่านี้ด้วยการพัฒนาและปรับใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สหลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่ออกแบบให้ทำงานบนอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่าง Raspberry Pi หรือคอมพิวเตอร์บอร์ดอื่น ๆ การทำงานร่วมกับโปรโตคอล Snapcast ทำให้สามารถซิงโครไนซ์เสียงหลายห้องได้โดยมีค่าหน่วงเวลาต่ำ

แอปพลิเคชันที่ได้รับการทดสอบในบทความประกอบด้วย:

  • แอป A – รองรับการสตรีมจากหลายแหล่งรวมถึงไฟล์ภายในเครื่องและบริการคลาวด์แบบเปิด
  • แอป B – เน้นการจัดการไลบรารีและการสร้างเพลย์ลิสต์อัตโนมัติผ่านสคริปต์
  • แอป C – ให้ UI ที่เรียบง่ายและรวมการควบคุม Snapcast ไว้ในหน้าเดียว

แต่ละแอปถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ Sonos ผ่าน API ที่ไม่เป็นทางการ หรือทำหน้าที่แทน Sonos ทั้งหมดโดยใช้ลำโพงที่รองรับ AirPlay 2 หรือ DLNA

Testing the Three Alternatives

การทดสอบดำเนินการบน Raspberry Pi 4 ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Raspberry OS พร้อมกับ Snapcast Server ผู้เขียนตรวจสอบประสิทธิภาพในด้านต่อไปนี้

  • ความเสถียรของการเชื่อมต่อ – ทั้งสามแอปสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงหลายห้องได้โดยไม่มีการตัดการเชื่อมต่อบ่อยครั้ง ซึ่งแตกต่างจากแอป Sonos ที่มีการขัดจังหวะบ่อยในเครือข่าย Wi‑Fi ที่มีอุปกรณ์หลายตัว
  • ค่าหน่วงเวลา (Latency) – การวัดโดยใช้สคริปต์ ping เสียงแสดงว่าค่าหน่วงเวลาของ แอป A อยู่ที่ประมาณ 120 มิลลิวินาที ส่วน แอป B และ แอป C** อยู่ที่ 150‑180 มิลลิวินาที ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้สำหรับการฟังเพลงในบ้าน
  • ประสบการณ์ผู้ใช้ – UI ของ แอป C ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการควบคุมจากมือถือโดยตรง ส่วน แอป A มีเมนูที่ลึกกว่าแต่ให้ความยืดหยุ่นสูงในการตั้งค่าโฟลเดอร์และไลบรารี

ผลการทดสอบโดยสรุป แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้สามารถสร้างระบบเสียงหลายห้องที่เสถียรและปรับแต่งได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแอป Son Sonos ดั้งเดิมหรือการสมัครสมาชิก

Analysis

การเปลี่ยนแปลงจากระบบปิด (closed) ของ Sonos ไปสู่โซลูชันแบบเปิดนั้นสะท้อนแนวโน้มของผู้บริโภคที่ต้องการความควบคุมมากขึ้นในด้านซอฟต์แวร์และค่าใช้จ่าย การใช้ Snapcast บน Raspberry Pi ทำให้ผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการสตรีมเสียงได้ตามต้องการ ทั้งการเลือกแหล่งเสียง การตั้งค่าความหน่วงเวลา และการจัดการเพลย์ลิสต์

อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าและการบำรุงรักษาโซลูชันแบบเปิดอาจต้องใช้ความรู้ด้านเทคนิคระดับกลางถึงสูง ผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Linux หรือเครือข่ายอาจพบความท้าทายในการติดตั้งและอัปเดตระบบ นอกจากนี้ การอัปเดต firmware ของลำโพง Sonos ที่พัฒนาโดยบริษัทอาจทำให้ความเข้ากันได้กับ API ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนลดลงในอนาคต

Impact

การที่ชุมชนผู้ใช้ Sonos เริ่มหันไปพัฒนาแอปของตนเองและใช้โซลูชันแบบเปิดอาจส่งผลต่อแนวทางธุรกิจของ Sonos อย่างชัดเจน หากผู้ใช้จำนวนมากเลือกที่จะละทิ้งการสมัครสมาชิกและแอปหลักของบริษัท บริษัทอาจต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนโมเดลการให้บริการหรือเปิด API อย่างเป็นทางการเพื่อรักษาฐานลูกค้า

ในระดับอุตสาหกรรม การเติบโตของโซลูชันเช่น Snapcast แสดงให้เห็นว่าตลาดระบบเสียงหลายห้องกำลังเปิดรับเทคโนโลยีที่สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ดีขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตลำโพงอื่น ๆ พัฒนาเครื่องมือที่รองรับการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส

Summary

ผู้ใช้ Sonos หลายคนกำลังหันไปใช้โซลูชันแบบเปิดอย่าง Snapcast บน Raspberry Pi เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแอปและการสมัครสมาชิก ผู้เขียนได้ทดสอบแอปสามตัวที่ได้รับความนิยมและพบว่ามีความเสถียรและค่าหน่วงเวลาที่ยอมรับได้ แม้ว่าการตั้งค่าอาจต้องการความรู้เทคนิคระดับกลางก็ตาม.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
Sonos users are vibe-coding their own apps, and I tested the best 3
ผู้เขียน
Samir Makwana
แหล่ง
XDA Developers
วันที่เผยแพร่
14 มิถุนายน 2569 เวลา 03:00

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

Glance: หน้าแรกเบราว์เซอร์แบบโฮสต์เองที่ใช้งานง่ายที่สุดในปีSoftware
16 มิถุนายน 2569 เวลา 02:00

Glance: หน้าแรกเบราว์เซอร์แบบโฮสต์เองที่ใช้งานง่ายที่สุดในปี

Glance เป็นแดชบอร์ดหน้าแรกของเบราว์เซอร์ที่ผู้ใช้สามารถโฮสต์เองได้บน Docker หรือแบบสแตนด์อโลน สามารถปรับวิดเจ็ต ธีม และเก็บข้อมูลส่วนตัวบนเซิร์ฟเวอร์ของตน

XDA Developers9 นาที
Proxmox Backup Server: การอัปเกรดห้องแล็บที่ทำให้กลัวการท…Software
16 มิถุนายน 2569 เวลา 00:30

Proxmox Backup Server: การอัปเกรดห้องแล็บที่ทำให้กลัวการท…

การสำรองข้อมูลด้วย Proxmox Backup Server พร้อม TrueNAS ช่วยจัดการสำรองไฟล์และ VM ในห้องแล็บส่วนบุคคลได้อย่างเป็นระบบ…

XDA Developers6 นาที
Adobe เผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด รายได้เติบโตต่อเนื่อง ขณ…Software
15 มิถุนายน 2569 เวลา 11:00

Adobe เผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด รายได้เติบโตต่อเนื่อง ขณ…

Adobe รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดด้วยรายได้รวมและรายรับต่อเนื่อง 12 เดือนที่เติบโตเป็นสถิติ โดยหลักมาจากธุรกิจ Subscription…

Blognone8 นาที
5 โครงการ Raspberry Pi ที่คุณสามารถ Self‑Host ได้เองในปีนี้Software
15 มิถุนายน 2569 เวลา 06:30

5 โครงการ Raspberry Pi ที่คุณสามารถ Self‑Host ได้เองในปีนี้

Raspberry Pi สามารถใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวเพื่อทดแทนบริการสมัครสมาชิก เช่น บล็อกโฆษณาด้วย Pi‑hole, เก็บไฟล์ด้วย Nextcloud, ควบคุมบ้านอัจฉริยะด้วย…

XDA Developers7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!