
ที่มาภาพ: TechCrunch
อเมริกันถูกฟ้องข้อหาใช้งาน ‘duress password’ ลบข้อมูลโทรศัพท์ระหว่างตรวจคนเข้าเมือง
⚡ สรุป 30 วิ
ศาลสหพันธรัฐพิจารณาคำร้องของพลเมืองอเมริกันผู้ใช้ “duress password” ทำให้ข้อมูลในสมาร์ทโฟนลบระหว่างการตรวจคนเข้าเมือง โดยอ้างสิทธิ์ตาม Fifth Amendment…
การตัดสินใจของศาลสหพันธรัฐที่กำลังพิจารณาคำร้องของพลเมืองอเมริกันคนหนึ่ง เพื่อให้ยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการให้รหัสผ่าน “duress” ที่ทำให้ข้อมูลในสมาร์ทโฟนถูกลบระหว่างตรวจค้นที่ชายแดน สะท้อนความขัดแย้งระหว่างอำนาจของรัฐกับสิทธิทางรัฐธรรมนูญของบุคคลในการปกป้องตนเองจากการบังคับให้เป็นพยาน
Overview
กรณีนี้เกี่ยวข้องกับพลเมืองสหรัฐที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของ Customs and Border Protection (CBP) เมื่อไม่นานมานี้ คณะผู้ตรวจค้นได้ขอให้เขาเปิดสมาร์ทโฟนเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล แต่แทนที่จะใส่รหัสผ่านปกติ เขาใช้ “duress password**” ซึ่งเป็นรหัสที่ตั้งค่าไว้ให้ลบข้อมูลทั้งหมดเมื่อมีการใส่ผิดพลาด คณะผู้ตรวจค้นอ้างว่าการกระทำนี้เป็นการขัดขวางการตรวจค้นและยื่นฟ้องว่าเขาได้มอบ “passcode” ที่ทำให้ข้อมูลสูญหาย
ในขั้นตอนต่อมา พลเมืองคนดังกล่าวได้ยื่นคำร้องต่อ U.S. District Court เพื่อขอให้ศาลลบข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าการให้รหัสผ่านนั้นเป็นการตอบสนองที่ต้องพิจารณาตามหลัก Fifth Amendment ซึ่งห้ามให้บุคคลสละสิทธิ์ในการไม่เป็นพยานต่อตนเอง การต่อสู้คดีนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของการตีความศักยภาพของรัฐธรรมนูญในบริบทของการตรวจค้นที่ชายแดน
Legal Background
หลักการว่าด้วย Fifth Amendment มีความสำคัญโดยเฉพาะเมื่อมีข้อเรียกร้องให้ผู้ต้องหาตอบคำถามหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ศาลได้เคยแสดงท่าทีว่าในบางสถานการณ์ การเปิดเผย “passcode” อาจถือเป็นการบอกข้อมูลเชิงลึก (testimonial) ซึ่งอาจได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ศาลสูงสหรัฐยังได้พิจารณากรณีที่เกี่ยวกับการตรวจค้นบนเทคโนโลยีดิจิทัลในหลายกรณี เช่น United States v. Riley (2014) ที่ตั้งคำถามว่าการบังคับให้ผู้ต้องหาถ่ายภาพหน้าจอถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ แม้ว่าศาลจะยังไม่มีคำตัดสินสุดท้ายที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “duress password” แต่กรณีนี้อาจสร้างแนวทางใหม่สำหรับการตีความในศูนย์ข้อมูลดิจิทัล
Details of the Incident
เมื่อผู้เดินทางถูกตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ CBP ที่สนามบิน เขาถูกขอให้เปิดสมาร์ทโอนของตนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติการติดต่อและกิจกรรมออนไลน์ ผู้ตรวจค้นได้แจ้งว่าต้องการ “passcode” เพื่อตรวจดูข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม พลเมืองคนนั้นใช้รหัสลับที่ตั้งค่าไว้เป็น “duress password” ซึ่งทำให้ระบบมือถือลบข้อมูลทั้งหมดทันที
หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ CBP รายงานว่าอุปกรณ์ของเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้และยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางการตรวจค้น การฟ้องร้องต่อศาลจึงมุ่งเน้นที่ข้อหาว่า “ผู้ต้องหามีเจตนาให้ข้อมูลสูญหายโดยเจตนารมณ์”
Government's Position
รัฐบาลสหรัฐอ้างว่าการให้รหัสผ่านที่ทำให้ข้อมูลลบเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อขัดขวางการสอบสวน ซึ่งตามกฎหมายของ Immigration and Nationality Act (INA) ผู้เดินทางที่เข้าเมืองต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอย่างเต็มที่ การไม่ให้ความร่วมมืออาจถูกพิจารณาเป็น “obstruction of a lawful investigation**”
โดยศาลย่อยได้รับฟังข้อเท็จจริงจาก CBP ว่าไม่มีวิธีใดที่จะบังคับให้ผู้เดินทางเปิดสมาร์ทโอนได้โดยไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของตนเอง และว่า “passcode” ถือเป็นข้อมูลที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ หากผู้เดินทางตั้งค่ารหัสลับเพื่อทำให้ข้อมูลหาย จะถือว่ามีเจตนาแอบหลบหนีการตรวจสอบ
Defense Argument & Constitutional Issues
ฝ่ายป้องกันโต้ว่า การที่เขาใส่ “duress password” นั้นเป็นมาตรการปกป้องความปลอดภัยส่วนบุคคล ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางการตรวจค้น แต่เพียงแค่ทำตามนโยบายส่วนตัวในการรักษาความลับของข้อมูลที่อาจถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่อย่างไม่เหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น ทนายฝ่ายผู้ต้องหาได้ชี้ให้ศาลพิจารณาว่า การบังคับให้เปิด “passcode” เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็น “testimonial communication” ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองตาม Fifth Amendment นอกจากนี้ยังอ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายเลขสั่งหรือศาลอาจละเมิด Fourth Amendment ที่เกี่ยวกับการคุ้มครองจากการค้นหาและยึดของที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ
Potential Impact
หากศาลตัดสินให้ลบข้อกล่าวหา การตีความว่าการใช้ “duress password” ไม่ถือเป็นการขัดขวางการตรวจสอบอาจส่งผลต่อแนวนโยบายของ CBP ในการจัดการกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผู้เดินทางนำเข้ามา ศาลอาจต้องกำหนดกรอบชัดเจนว่าเมื่อใดที่เจ้าหน้าที่สามารถบังคับให้เปิดข้อมูลบนอุปกรณ์ดิจิทัลได้โดยไม่ละเมิดสิทธิรัฐธรรมนูญ
ในอีกด้านหนึ่ง หากศาลยืนยันว่าการให้ “passcode” ถือเป็นการให้คำสารภาพ (testimonial) ศาลจะสร้างมาตรฐานใหม่ที่จำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่ชายแดนต่อเทคโนโลยีส่วนบุคคล การตัดสินนี้อาจถูกนำไปใช้ในกรณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ แฟลชไดรฟ์ หรือคลาวด์สโตเรจ
Summary
ศาลกำลังพิจารณาคำร้องของพลเมืองอเมริกันที่ขอให้ยกข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ “duress password” เพื่อลบข้อมูลบนสมาร์ทโอนระหว่างตรวจค้นชายแดน คดีนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิทางรัฐธรรมนูญในยุคดิจิทัลและอาจกำหนดแนวทางใหม่สำหรับการจัดการกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกตรวจสอบที่จุดชายแดน.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- US accuses American of allegedly wiping his phone using a ‘duress’ password during border search
- ผู้เขียน
- Zack Whittaker
- แหล่ง
- TechCrunch
- วันที่เผยแพร่
- 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 00:53



