
ที่มาภาพ: TechRadar
‘AI psychosis’ คืออะไร? ผู้เชี่ยวชาญตั่งคำถามต่อการใช้ง AI อย่างหลงใหล
⚡ สรุป 30 วิ
การใช้งาน AI อย่างต่อเนื่องทำให้บางคนประสบอาการคล้ายจิตเภทและเกิด burnout. ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าคำว่า ‘AI psychosis’ ยังไม่มีฐานทางการแพทย์.
การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่องจนเกิดอาการกังวลและพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตกำลังได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชหลายคน รายงานล่าสุดของ *TechRadar* ได้นำเสนอแนวคิด “AI psychosis” ที่บางสื่อใช้เรียกอาการเหล่านี้ พร้อมตั้งคำถามว่า คำนี้ควรเป็นการจำแนกโรคหรือเพียงแค่คำอธิบายเชิงเปรียบเทียบ
Overview
บทความได้สรุปกรณีต่าง ๆ ที่ผู้คนเริ่ม “หลงใหล” กับ AI จนละทิ้งการนอนและดูแลตัวเอง การกระทำเหล่านี้มักถูกกล่าวถึงว่าเป็นอาการ AI psychosis แม้ว่าคำนี้จะไม่ปรากฏในคู่มือวินิจฉัยโรคจิตเวชระดับสากลเช่น *DSM‑5TR* หรือ *ICD* ก็ตาม ผู้เขียนย้ำว่าจำเป็นต้องมีการสนทนาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเทคโนโลยี AI อย่างจริงจัง
Expert Opinions
Genevieve Bartuski, นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง AI ของ Unicorn Intelligence Tech Partners กล่าวว่า “เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกำหนดแนวทางการรักษาตามอาการ” แต่เธอกล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยที่ควรบันทึกในประวัติคลินิก” เนื่องจากยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการใน *DSM‑5TR* หรือ *ICD*
Jeff Clark, จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเสพติดและภาวะเครียดที่ High Performance Mental Health ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้อาจแบ่งออกได้สามรูปแบบ ได้แก่ ความตื่นเต้นเกินขีดจำกัดของนักพัฒนา, การมอบคุณลักษณะมนุษย์ให้กับ AI, และการเพิ่มอาการหลงในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคจิตอยู่แล้ว
Three Phenomena
ตามที่ Jeff Clark อธิบาย ปรากฏการณ์ “AI psychosis” มีลักษณะที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้
- ความตื่นเต้นของนักพัฒนา – ผู้ใช้บางคนทำงานอัตโนมัติหลายพันรายการ ใช้โทเคนเป็นหลักล้านหรือแม้กระทั่งพันล้านครั้งต่อวันโดยไม่ได้พักผ่อน
- การมอบบุคลิกให้กับ AI – บางกรณีผู้ใช้อ้างว่า chatbot มีความรู้สึก, คุณค่า หรือจิตสำนึก ทำให้เกิด “ความสัมพันธ์” ที่เหนือกว่าการสนทนาแบบปกติ
- อาการหลงในผู้มีโรคจิตเดิม – ผู้ที่เคยเป็นโรคจิตประสบการเพิ่มของลัทธิหลงเชื่อมโยงกับ AI เช่น เชื่อว่า AI มีสติเสมือนมนุษย์หรือกำลังควบคุมโลก
การวิเคราะห์ของ Clark ชี้ให้เห็นว่ากลไก “reinforcement แบบสุ่ม” (intermittent reinforcement) ของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ทำให้สมองตอบสนองอย่างรุนแรง คล้ายกับการเล่นเครื่องสล็อตในโซเชียลมีเดีย
Clinical Considerations
Bartuski ระบุว่าอาการที่คล้าย psychosis มีองค์ประกอบสำคัญคือ “delusional thinking” หรือความคิดหลงผิด ซึ่งหมายถึงความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะมีหลักฐานตรงกันข้าม ผู้ป่วยมักกรองข้อมูลเพื่อยืนยันความเชื่อนั้นและละเลยข้อเท็จจริงที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังอาจพบการถอนตัวทางสังคม, การเสียสมาธิ, และการลดประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า “AI psychosis” ไม่ได้เป็นโรคที่ได้รับการรับรองในคู่มือวินิจฉัย จึงไม่ควรใช้เป็นคำจำกัดความทางคลินิกโดยตรง การประเมินต้องพิจารณาถึงบริบทของการใช้งาน AI และภาวะจิตเวชพื้นฐานของผู้ป่วยก่อน
Implications
ผลกระทบต่อสังคมและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจกว้างไกล หากไม่มีแนวทางการจัดการที่ชัดเจน ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อาจเผชิญกับความเสี่ยงจาก burnout ที่เกิดจากการทำงานต่อเนื่องโดยไม่พักผ่อน ส่วนผู้ใช้ทั่วไปอาจประสบปัญหา “dependency” ต่อ chatbot ทำให้มองข้ามชีวิตจริงและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
เครื่องมือเช่น OpenClaw ที่สามารถอัตโนมัติกิจวัตรดิจิทัลทั้งหมดของบุคคล ได้รับการวิจัยว่าอาจเร่งรัดความหลงใหลต่อ AI ให้รุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สื่อมวลชนที่ใช้คำว่า “AI psychosis” อย่างกว้างขวางอาจทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดและเพิ่มความตื่นตกใจโดยไม่จำเป็น
Summary
แม้ว่า AI psychosis จะยังไม่มีฐานข้อมูลทางการแพทย์รองรับ แต่ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน AI อย่างเกินขีดจำกัดกำลังสร้างความท้าทายใหม่ต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญแสดงให้เห็นถึงสามรูปแบบหลักและความสำคัญของการตรวจสอบพฤติกรรมอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- ‘They find themselves obsessed, forgoing sleep and self-care’ — what ‘AI psychosis’ looks like, and why experts question the term
- ผู้เขียน
- Becca Caddy
- แหล่ง
- TechRadar
- วันที่เผยแพร่
- 30 สิงหาคม 2569 เวลา 01:00



