AI ควบคุมการจราจรบนเว็บ ทำให้เราเหมือนหนูอยู่ในผนัง

ที่มาภาพ: The Register

AI-อ่าน 7 นาทีThe Register

AI ควบคุมการจราจรบนเว็บ ทำให้เราเหมือนหนูอยู่ในผนัง

⚡ สรุป 30 วิ

บอทครอบคลุมกว่า ½ ของการจราจรบนเว็​บและ AI สร้างเนื้อหามากขึ้นทำให้ความแม่นยำของข้อมูลลดลง ต้องตรวจสอบแหล่งอ้างอิงอย่างละเอียด.…

การจราจรบนเว็บในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล: บอททำหน้าที่เป็นผู้ใช้หลักของเว็บไซต์มากกว่ามนุษย์คนจริง และเนื้อหาบางส่วนที่เราอ่านบนแพลตฟอร์มโซเชียลก็ถูกสร้างโดย AI อย่างเต็มรูปแบบ รายงานจากหลายแหล่งชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อความแม่นยำของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และวิธีการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต

Overview

การพัฒนาเว็บตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่ทำให้ “ความรู้ของมนุษย์ทั้งหมดอยู่ในคลิกเดียว” นั้นได้มอบโอกาสและอิสระแก่ผู้ใช้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วัยเริ่มต้นของการเชื่อมต่อ ผู้คนก็ต้องเผชิญกับปัญหาอย่าง สแปม, ด็อกซิง และ ข้อมูลปลอม ที่กระจายผ่านบอตและฟาร์มโทลล์ การเจริญเติบโตของเทคโนโลยี AI ทำให้สถานการณ์เหล่านี้รุนแรงขึ้น เนื่องจากเครื่องมืออัตโนมัติสามารถสร้างข้อความได้ในระดับที่คนอ่านแยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของมนุษย์หรือของเครื่องจักร

แม้ว่าบางส่วนของเว็บยังคงมีคุณค่าที่มาจากชุมชนผู้ใช้จริง แต่แนวโน้มที่ AI จะครอบคลุมเนื้อหาเชิงลึกและบทความยาวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ทำให้สื่อสารกันผ่านอินเทอร์เน็ตกลายเป็น “สนามรบของข้อมูล” ที่ต้องคอยตรวจสอบแหล่งอ้างอิงอย่างละเอียด

Bot Traffic Statistics

หลายองค์กรได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งการใช้งานเว็บระหว่าง บอท กับมนุษย์ ตัวอย่างเช่น Cloudflare Radar ระบุว่าบอททำหน้าที่เป็นผู้ส่งคำขอ HTTP สำหรับเนื้อหา HTML มากถึง 57‑58 %, ส่วนมนุษย์อยู่ที่ประมาณ 42‑43 %

ในขณะเดียวกัน Imperva Bad Bot Report ที่อ้างอิงจากข้อมูลปี 2025 ยืนยันว่าบอทครอบคลุมประมาณ 53 % ของการจราจรบนเว็บเป็นปีที่สองติดต่อกัน ส่วนมนุษย์ทำให้เกิดการเข้าถึงเว็บเพียง 47 %

  • **Cloudflare Radar: บอท 57‑58 %, มนุษย์ 42‑43 %
  • **Imperva Bad Bot Report (2025): บอท 53 %, มนุษย์ 47 %

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลส่วนใหญ่ตอนนี้ถูกควบคุมโดยระบบอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลต่อการวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์และโฆษณาออนไลน์อย่างชัดเจน

AI-Generated Content Landscape

บริษัทตรวจจับ AI ชื่อ Pangram รายงานว่าในแพลตฟอร์มเช่น LinkedIn, Medium, X/Twitter และ Reddit มีเนื้อหายาวประมาณหนึ่งในสี่รายการที่ถูกระบุว่าเป็นการสร้างโดย AI อย่างเต็มรูปแบบ

บน LinkedIn พบว่ามากกว่า 40 % ของโพสต์ยาวถูกจัดว่า “AI‑saturated” นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งของเนื้อหาที่ผู้ใช้อาจอ่านนั้นมาจากเครื่องจักร ส่วน X/Twitter แม้จะมีสัดส่วนการสร้าง AI‑assisted สูงสุด (ประมาณ 22.9 %) แต่รวมกับบทความที่เป็น AI สร้างเต็มรูปแบบแล้วก็เข้าถึงเกือบ ครึ่งหนึ่ง ของทั้งหมด

ผลลัพธ์นี้ทำให้ผู้บริโภคต้องตั้งคำถามว่าข่าวสารหรือข้อมูลเชิงวิชาการที่พวกเขาอ่านนั้นมีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และยังเปิดประเด็นเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างรายได้ เนื่องจากหนังสือ “นิยาย” ที่ผู้เขียนคนหนึ่งผลิตด้วย AI ยังคงทำกำไรหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน แม้จะไม่มีคุณค่าทางศิลปะ

ในแง่ของกฎหมาย มีคดีร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ซึ่งตามข้อมูลจากการยื่นฟ้องของ The New York Times และสำนักพิมพ์อื่น ๆ พบว่า Vincent Monaco, หัวหน้าฝ่าย privacy engineering ของ OpenAI, ยอมรับว่าบริษัทได้ทำการค้นหาและดึงข้อมูลจากชุดฝึกอบรมแม้จะเคยบอกว่าไม่สามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งยังมีการลบล็อกข้อมูลซึ่งเป็นการละเมิดคำสั่งของศาล

หนึ่งในผู้ร้องเรียนคือ Ziff‑Davis, สำนักพิมพ์ที่เคยเผยแพร่บทความเกี่ยวกับ Linux ของผู้เขียนตั้งแต่ปี 1993 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI เพื่อสร้างเนื้อหาอาจละเมิดลิขสิทธิ์และกฎระเบียบการเก็บรักษาข้อมูลได้อย่างไรบ้าง

ข้อพิพาทเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรต้องทบทวนนโยบายด้านข้อมูลและความโปร่งใสของโมเดล AI เพื่อป้องกันการใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต และเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานต่อระบบอัตโนมัติ

Impact on Users and Media

การที่ AI เข้ามาแทนที่บทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้างและแจกจ่ายข้อมูลทำให้ความแม่นยำของคำตอบลดลงอย่างชัดเจน ผู้ใช้หลายคนพบว่า AI ให้ผลลัพธ์ที่ฟังดูถูกต้องแต่ขาดแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับกรณีของเครื่องมือค้นหา Google ที่มี “AI Overviews” ทำให้ผู้ใช้บางส่วนละเลยการเลื่อนลงมาดูข้อมูลจากแหล่งที่เป็นต้นฉบับ

ในด้านสังคม การพึ่งพา AI เพื่อความอุ่นใจหรือแม้แต่ “เพื่อนคุย” ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้บางกลุ่ม เนื่องจากการสนทนาที่ไม่มีความจริงจังและขาดความเป็นมนุษย์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง

โดยสรุป การที่เว็บถูกเขียนและบริโภคโดย AI อย่างกว้างขวางนั้น ไม่ได้เพียงแต่ทำให้ข้อมูลมีคุณภาพต่ำลง แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ความเป็นส่วนตัว และความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อระบบดิจิทัล

Summary

เว็บที่เคยเป็น “คลังความรู้ของมนุษย์” กำลังถูกครอบงำโดยบอทและเนื้อหา AI ทำให้ผู้ใช้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในด้านความแม่นยำและความเชื่อถือ การเปลี่ยนแปลงนี้กระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบกฎหมายและมาตรฐานจริยธรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
It's an AI web, and we're just rats in the walls
ผู้เขียน
Unknown
แหล่ง
The Register
วันที่เผยแพร่
12 กรกฎาคม 2569 เวลา 14:34

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

แพลตฟอร์ม Pangram เผย AI สร้างบทความยาว 41% บน LinkedIn และ 25% บน XAI
12 กรกฎาคม 2569 เวลา 04:00

แพลตฟอร์ม Pangram เผย AI สร้างบทความยาว 41% บน LinkedIn และ 25% บน X

Pangram ตรวจพบว่า AI ผลิตบทความยาวบน LinkedIn ถึง 41 % และบน X อีก 25 % ผู้ใช้สามารถสมัครสมาชิกจ่าย $20 ต่อเดือนเพื่อสแกนโพสต์ทั้งหมดและรับแจ้งเตือนเนื้อหา…

The Register6 นาที
Google เพิ่มป้าย “How this ad was made” บอกว่าโฆษณาใช้ AI เพื่อความโปร่งใสAI
12 กรกฎาคม 2569 เวลา 14:30

Google เพิ่มป้าย “How this ad was made” บอกว่าโฆษณาใช้ AI เพื่อความโปร่งใส

Google เปิดเผยป้ายบ่งชี้ว่าประกาศโฆษณาสร้างด้วย AI ใน My Ad Center ช่วยผู้ใช้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเนื้อหา ความโปร่งใสเพิ่มขึ้น.

Android Authority5 นาที
ใส่สมอง AI ให้ NAS ผ่านแพลตฟอร์ม MCP เพื่อเปลี่ยนให้เป็นศูนย์กลางอัจฉริยะของบ้านAI
12 กรกฎาคม 2569 เวลา 07:00

ใส่สมอง AI ให้ NAS ผ่านแพลตฟอร์ม MCP เพื่อเปลี่ยนให้เป็นศูนย์กลางอัจฉริยะของบ้าน

ผู้เขียนติดตั้ง MCP บน NAS แล้วเชื่อมโมเดล AI เช่น GPT‑Neo ทำให้ระบบจัดการไฟล์และตอบคำสั่งเสียงได้แบบเรียลไทม์ การทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา…

XDA Developers7 นาที
เซิร์ฟเวอร์ AI ใช้ไฟเพิ่มกว่าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลทั่วไป 26% ภายในปี 2027AI
11 กรกฎาคม 2569 เวลา 16:00

เซิร์ฟเวอร์ AI ใช้ไฟเพิ่มกว่าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลทั่วไป 26% ภายในปี 2027

Gartner คาดการใช้ไฟของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกเพิ่ม 26 % ในปี 2026 ถึง 565 TWh และเซิร์ฟเวอร์ AI จะกินไฟมากกว่าฮาร์ดแวร์ทั่วไปเป็นครั้งแรกในปี 2027…

Tom's Hardware7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!