ลอนดอนอันเดอร์กราวด์ทดลองสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์เพื่อความปลอดภัย

ที่มาภาพ: TechRadar

Security-อ่าน 7 นาทีTechRadar

ลอนดอนอันเดอร์กราวด์ทดลองสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์เพื่อความปลอดภัย

⚡ สรุป 30 วิ

บีทีพีเริ่มทดลองระบบสแกนใบหน้าแบบเรียลไทม์ที่สถานี Victoria เพื่อเพิ่มความปลอดภัย…

London Underground เริ่มทดลองสแกนใบหน้าแบบสดตั้งแต่วันนี้ โดยกลุ่มองค์กรสิทธิส่วนบุคคลอ้างว่าการทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนถูกมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย การทดสอบของ British Transport Police (BTP) จะเริ่มที่สถานี Victoria** และหมุนเวียนไปยังสถานีอื่นจนถึงเดือนพฤศจิกายน ขณะเดียวกัน ประชาชนและนักวิจารณ์หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพและผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว

Overview

การทดลองใช้ระบบ **Live Facial Recognition (LFR) ของ BTP ถือเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการใช้งานในสนามบินและสถานีรถไฟอื่น ๆ ของลอนดอน ระบบนี้ถูกออกแบบให้ทำงานอัตโนมัติบนกล้อง CCTV ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดที่เลือก โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือบุคคลที่ศาลกำหนดเงื่อนไขการห้ามออกจากเรือนจำ (bail) หรือคำสั่งศาลอื่น ๆ

BTP ระบุว่า การเปิดใช้ระบบนี้จะเริ่มต้นที่สถานี Victoria ในวันแรกและต่อเนื่องไปยังสถานีอื่น ๆ จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ทั้งหมดเป็นการทดสอบแบบ “intelligence‑led” ซึ่งหมายความว่าจะเลือกสถานีตามข้อมูลข่าวกรองของตำรวจ ไม่ได้เป็นการติดตั้งทั่วทุกสถานีโดยอัตโนมัติ

จากมุมมองของผู้จัดการโครงการ BTP การใช้ LFR ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดอาชญากรรมในระบบขนส่งสาธารณะ โดยมีเป้าหมายให้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นและลดจำนวนเหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสถานีใต้ดิน

How the System Works

กล้อง LFR ทำการจับภาพใบหน้าผู้โดยสารแบบเรียลไทม์ แล้วเทียบกับ watchlist ของบุคคลที่ตำรวจต้องการติดตาม ซึ่งรวมถึงผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมร้ายแรงและผู้ที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขศาล หากระบบตรวจพบความตรงกัน จะส่งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบเพิ่มเติม

ในกรณีที่ไม่มีการจับคู่ ระบบจะลบภาพนั้น ทันทีและอย่างถาวร ตามคำสั่งของ BTP ซึ่งหมายถึงไม่มีการเก็บบันทึกหรือใช้ประโยชน์ต่อจากภาพดังกล่าว นอกจากนี้ กล้องแต่ละจุดจะมีป้ายเตือนให้ผู้โดยสารทราบว่ามีกลไกสแกนใบหน้าอยู่

แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคของอัลกอริทึม แต่ BTP ยืนยันว่า ระบบใช้การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) ที่ได้รับการฝึกจากฐานข้อมูลภาพใบหน้าที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้การจับคู่ทำได้อย่างแม่นยำและลดความผิดพลาด

Effectiveness & Data so Far

ตามบันทึกการใช้งานที่ BTP เผยออกมาจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มี 530,000 ใบหน้าถูกสแกนในสถานีรถไฟทั่วสหราชอาณาจักร ผลลัพธ์คือไม่มีแมตช์ใด ๆ ที่นำไปสู่การจับกุม และมีเพียงกรณีเดียวที่ตรวจพบการระบุผิดพลาด (false identification)

ข้อมูลดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในระดับปฏิบัติ การไม่มีแมตช์เลยแม้แต่หนึ่งรายแสดงว่าการจับคู่ฐานข้อมูลอาจยังไม่ครอบคลุมหรือมีการเลือกเป้าหมายที่ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ BTP ยังไม่ได้เปิดเผยสถิติของจำนวนผู้ต้องสงสัยที่ถูกตรวจพบโดยตรงในระบบ LFR ของใต้ดิน ซึ่งทำให้ยากต่อการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณต่ออาชญากรรมที่กำหนดเป้าหมาย

Privacy Concerns & Public Reaction

กลุ่มองค์กรด้านสิทธิส่วนบุคคลอย่าง Big Brother Watch ได้วิจารณ์ว่า ระบบ LFR ทำให้ประชาชนถูกมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัยตลอดเวลา และเรียกว่าเป็น “การขยายตัวแบบดิสโทเปีย” ของเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า พวกเขาได้ต่อสู้ต่อต้านการใช้กล้องเหล่านี้มาตั้งแต่หลายปีโดยอ้างว่ามันละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่จำเป็น

บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Reddit มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบ ผู้ใช้หลายคนตั้งคำถามว่าแม้กระทั่งเทคโนโลยีที่อาจจะจับคู่ได้ไม่ดีนัก การนำไปใช้อย่างแพร่หลายในสถานีรถไฟใต้ดินจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม มีเสียงสนับสนุนว่าการเฝ้าระวังในพื้นที่สาธารณะเช่นสถานีรถไฟเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากสถานีเหล่านี้เคยเป็นจุดศูนย์กลางของอาชญากรรมรุนแรง อย่างไรก็ดี ความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด

How to Opt Out or Reduce Exposure

BTP ระบุว่าที่ตั้งของกล้องจะมีป้ายเตือนชัดเจน พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “เส้นทางสำรอง” (alternative routes) สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการให้ใบหน้าถูกสแกน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เส้นทางอื่นอาจยังคงผ่านจุดตรวจสอบบางส่วนอยู่

  • ใส่แว่นกันแดดหรือหมวก: ผู้โดยสารอาจถูกขอให้ถอดออกเพื่อให้กล้องทำงานได้เต็มที่
  • ใช้เส้นทางสำรอง: ป้ายบอกทิศทางจะชี้ไปยังทางเดินอื่นที่ไม่มีการติดตั้งกล้อง LFR
  • หลีกเลี่ยงสถานีที่มีการทดลอง: เนื่องจาก BTP จะหมุนเวียนสถานีตามตารางจนถึงเดือนพฤศจิกายน การตรวจสอบแผนผังของระบบอาจช่วยให้ผู้โดยสารเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า

แม้ว่าวิธีเหล่านี้จะไม่รับประกันว่าจะหลีกเลี่ยงการสแกนได้ 100 % แต่ก็เป็นวิธีที่ BTP ให้ข้อมูลว่าผู้โดยสารสามารถใช้เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของตนเอง

Summary

ระบบ Live Facial Recognition ของ BTP ได้เริ่มทดลองในสถานีใต้ดินลอนดอนตั้งแต่วันนี้ โดยมุ่งระบุตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมรุนแรง แม้จะมีการเตือนและเส้นทางสำรองให้เลือกใช้ แต่ข้อมูลผลการใช้งานจนถึงปัจจุบันแสดงว่าประสิทธิภาพยังต่ำและกระทบต่อความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
London Underground is trialing live face scanning from today as privacy groups say it 'treats the public like suspects' — here's how to avoid it
ผู้เขียน
David Nield
แหล่ง
TechRadar
วันที่เผยแพร่
11 สิงหาคม 2569 เวลา 19:58

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนจาก Ring Doorbell ไปใช้กล้อง AI ราคาถูก $50 ประหยัด $180 ตต่อปี.Security
11 สิงหาคม 2569 เวลา 04:00

เปลี่ยนจาก Ring Doorbell ไปใช้กล้อง AI ราคาถูก $50 ประหยัด $180 ตต่อปี.

ผู้ใช้หลายคนหันไปใช้กล้อง AI ภายในราคา $50 เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากสมาชิกคลาวด์และประหยัดประมาณ $180 ต่อปี. กล้องทำงานออฟไลน์ ไม่ส่งข้อมูลไปเซิร์ฟเวอร์…

XDA Developers7 นาที
Google ปรับ Quick Settings ให้ต้องปลดล็อกก่อนใช้งานบนหน้าล็อคSecurity
9 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30

Google ปรับ Quick Settings ให้ต้องปลดล็อกก่อนใช้งานบนหน้าล็อค

Google จะบังคับให้ไทล์ Wi‑Fi, Bluetooth, Mobile Data และ Airplane Mode ต้องปลดล็อกก่อนเปิดใช้งานบนหน้าล็อค ส่วนไฟฉายและ auto‑rotate ยังคงใช้ได้จากล็อก…

Android Authority6 นาที
แอป Android เผยข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้ให้โฆษณาโดยไม่ตั้งใจSecurity
7 สิงหาคม 2569 เวลา 02:30

แอป Android เผยข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้ให้โฆษณาโดยไม่ตั้งใจ

EFF พบว่า SDK โฆษณาบางตัวที่ฝังในแอป Android รวบรวมตำแหน่งผู้ใช้แม้ผู้ให้สิทธิ์ครั้งเดียว.…

TechCrunch6 นาที
Google จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 พันล้านดอลลาร์จากคดี Incognito mode ที่ไม่เป็นความเป็นส่วนตัวจริงSecurity
3 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00

Google จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 พันล้านดอลลาร์จากคดี Incognito mode ที่ไม่เป็นความเป็นส่วนตัวจริง

ศาลสหรัฐตัดสินให้ Google ชำระค่าชดเชยกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ หลังฟ้องร้องว่า Incognito ไม่ปกป้องข้อมูลผู้ใช้อย่างแท้จริง. การอัปเดต Chrome…

Tom's Guide7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!