การรั่วไหลข้อมูลประจำตัวจากไฟร์วอลล์ Fortinet ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงเครือข่ายสำคัญทั่วโลก

ที่มาภาพ: Ars Technica

Security-อ่าน 7 นาทีArs Technica

การรั่วไหลข้อมูลประจำตัวจากไฟร์วอลล์ Fortinet ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงเครือข่ายสำคัญทั่วโลก

⚡ สรุป 30 วิ

การรั่วไหลของไฟร์วอลล์ Fortinet ทำให้ข้อมูลประจำตัว plaintext ของ 74,000 อุปกรณ์ใน 194 ประเทศถูกเปิดเผย แฮกเกอร์ใช้ข้อมูลเพื่อเข้าถึงระบบสำคัญเช่น Radius…

การค้นพบการรั่วไหลขนาดใหญ่ของไฟร์วอลล์ Fortinet ทำให้แฮกเกอร์ที่ใช้ภาษารัสเซียสามารถเข้าถึงเครือข่ายขององค์กรระดับโลกได้อย่างใกล้เคียงกับการไม่มีข้อจำกัด จำนวนอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 74,000 เครื่อง จาก 21,000 IP แหล่งใน 194 ประเทศ ส่งผลให้ข้อมูลประจำตัวที่เป็น plaintext ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ความรุนแรงของเหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงช่องโหว่ด้านการจัดการความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก

Overview

การรั่วไหลนี้ถูกเปิดเผยโดย Bob Diachenko นักวิจัยด้านความปลอดภัยและหัวหน้า SecurityDiscovery.com หลังจากที่เขาได้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ command‑and‑control ของผู้โจมตีและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของกลุ่มแฮกเกอร์ ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยรวมถึงชื่อองค์กร รายได้ จำนวนพนักงาน และข้อมูลประจำตัวที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบของอุปกรณ์ Fortinet ทั้งหลาย

ตามที่ Diachenko รายงาน อุปกรณ์ที่ถูกเจาะส่วนใหญ่เป็นไฟร์วอลล์ที่เปิดเผยต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถสแกนและดึงข้อมูลได้อย่างอิสระ การเข้าถึงนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการขโมยข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเปิดช่องให้แฮกเกอร์สามารถยกระดับการโจมตีไปสู่ระบบย่อยอื่น ๆ ขององค์กรได้ต่อเนื่อง

Affected Entities

รายชื่อองค์กรที่ถูกระบุว่าอยู่ในรายการเป้าหมายของการรั่วไหล ได้แก่:

  • Oracle
  • Chevron
  • Lenovo
  • Federal Express
  • ผู้รับเหมาอาวุธของ NATO
  • บริษัท Fortinet เอง

องค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกหรือมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การที่ข้อมูลประจำตัวของไฟร์วอลล์ของพวกเขาถูกเปิดเผยทำให้เสี่ยงต่อการเข้าถึงระบบสำคัญอื่น ๆ ภายในเครือข่าย

Attack Mechanics

ผู้โจมตีใช้ข้อมูลประจำตัวที่ได้จากไฟร์วอลล์เพื่อเชื่อมต่อกับระบบการยืนยันตัวตนกลางขององค์กรหลายแห่ง ได้แก่ Radius servers และ Microsoft Active Directory การเข้าถึงเหล่านี้ทำให้แฮกเกอร์สามารถขยายอิทธิพลไปยังระบบอื่น ๆ ที่อาจมีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ

การเจาะระบบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการวางแผนระยะยาวของกลุ่มแฮกเกอร์ที่มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลประจำตัวที่เป็น plaintext เพื่อนำไปใช้ต่อยอดการโจมตีในอนาคต การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในรูปแบบที่ไม่เข้ารหัสทำให้การป้องกันด้วยวิธีการทั่วไปเช่นการใช้ VPN หรือการตรวจสอบการเข้าถึงแบบหลายปัจจัย (MFA) มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น

Verification & Ongoing Presence

นักวิจัยอิสระ Kevin Beaumont รายงานว่า “เกือบทั้งหมด” ของอุปกรณ์ที่ถูกเจาะยังคงออนไลน์อยู่ ณ เช้าวันพุธที่ผ่านมา Beaumont ยังได้ทำการยืนยันกับหลายองค์กรที่ปรากฏในบันทึกของผู้โจมตีว่าข้อมูลประจำตัวที่ถูกเปิดเผยนั้นเป็นข้อมูลจริงและยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน การยืนยันนี้ทำให้ระดับความเสี่ยงของการโจมตีต่อเนื่องสูงขึ้นอย่างชัดเจน

จากการสำรวจของ Shodan จำนวนอุปกรณ์ Fortinet ที่เปิดเผยต่ออินเทอร์เน็ตประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าผู้โจมตีมีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์จำนวนมหาศาลโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับที่พบในเหตุการณ์นี้

Implications for Security

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา opsec (operational security) ที่ไม่เพียงแค่ด้านเทคนิคของอุปกรณ์แต่รวมถึงกระบวนการจัดการข้อมูลประจำตัวขององค์กรหลายระดับ หากองค์กรไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดเก็บและการหมุนเวียนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ การรั่วไหลแบบนี้อาจทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและชื่อเสียงของบริษัท

การที่แฮกเกอร์สามารถเข้าถึง Radius และ Active Directory ยังเปิดโอกาสให้พวกเขาอาจสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมหรือเพิ่มสิทธิ์ของบัญชีที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจนำไปสู่การขโมยข้อมูลทางการเงิน การรบกวนการดำเนินงาน หรือแม้กระทั่งการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขององค์กรระดับชาติ

Response & Recommendations

แม้ว่าบริษัท Fortinet ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำตามขั้นตอนต่อไปนี้โดยเร่งด่วน

  • ตรวจสอบและเปลี่ยนรหัสผ่านของไฟร์วอลล์ทั้งหมดที่เปิดเผยต่ออินเทอร์เน็ตเป็นรหัสที่ซับซ้อนและมีการหมุนเวียนเป็นประจำ
  • ปิดการเข้าถึงไฟร์วอลล์จากที่อยู่นอกเครือข่ายภายในโดยใช้ VPN หรือการควบคุมการเข้าถึงระดับ IP
  • เปิดใช้การตรวจสอบแบบหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเข้าถึงระบบยืนยันตัวตนกลางเช่น Radius และ Active Directory
  • ใช้เครื่องมือสแกนของ Shodan หรือบริการคล้ายกันเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ที่ยังคงเปิดเผยต่อสาธารณะ

การดำเนินการตามข้อแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลประจำตัวที่รั่วไหลและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบความปลอดภัยในระดับองค์กร

Summary

การรั่วไหลของไฟร์วอลล์ Fortinet จำนวน 74,000 เครื่อง จาก 21,000 IP ใน 194 ประเทศ เปิดเผยข้อมูลประจำตัวสำคัญขององค์กรระดับโลกหลายแห่ง ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงระบบยืนยันตัวตนกลางได้อย่างกว้างขวาง ความต่อเนื่องของอุปกรณ์ที่ยังคงออนไลน์เพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยและเปลี่ยนรหัสผ่านโดยทันที.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
Massive breach spills credentials for thousands of sensitive networks
ผู้เขียน
Dan Goodin
แหล่ง
Ars Technica
วันที่เผยแพร่
18 มิถุนายน 2569 เวลา 02:54

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่องโหว่ Windows Netlogon ระดับ Critical ถูกโจมตีแล้วในอง…Security
3 มิถุนายน 2569 เวลา 19:30

ช่องโหว่ Windows Netlogon ระดับ Critical ถูกโจมตีแล้วในอง…

CCB รายงานว่าช่องโหว่ Windows Netlogon RCE ระดับ Critical ถูกใช้โจมตีองค์กรตั้งแต่ต้นปี 2024 ทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ Domain Administrator…

BleepingComputer7 นาที
ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่สามรายการใน FortiSandbox ของ Fortinet – แพตช์หนึ่งได้รับการแก้ไขแล้วSecurity
-

ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่สามรายการใน FortiSandbox ของ Fortinet – แพตช์หนึ่งได้รับการแก้ไขแล้ว

Defused Cyber พบการโจมตีที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่สามรายการของ FortiSandbox ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยช่องโหว่ CVE‑2026‑39813 ได้รับการแพตช์แล้ว…

The Hacker News6 นาที
Windows Server 2025 รองรับ DNS over HTTPS เพื่อเพิ่มความป…Security
-

Windows Server 2025 รองรับ DNS over HTTPS เพื่อเพิ่มความป…

Microsoft เปิดฟีเจอร์ DNS over HTTPS (DoH) บน Windows Server 2025 เพื่อเข้ารหัสการสื่อสาร DNS ลดความเสี่ยงจากการดักจับข้อมูล. ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดหรือปิด DoH…

TechSpot6 นาที
CISA แจ้งช่องโหว่ LiteSpeed cPanel Plugin ทำให้เพิ่มสิทธิ์ระดับรากได้Security
18 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00

CISA แจ้งช่องโหว่ LiteSpeed cPanel Plugin ทำให้เพิ่มสิทธิ์ระดับรากได้

CISA ใส่ช่องโหว่ LiteSpeed cPanel Plugin (CVE‑2026‑54420) ในรายการ KEV ระดับสูงและกำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลแก้ไขภายใน 18 มิ.ย. 2569.…

The Hacker News7 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!