
ที่มาภาพ: PC Gamer
Riot เปิดใช้งานโหมด Vanguard แบบเปิดตามความต้องการ เมื่อเล่นเกมเท่านั้น
⚡ สรุป 30 วิ
Riot Games ปรับปรุงระบบป้องกันการโกง Vanguard ให้ทำงานเฉพาะเมื่อติดตั้งเกมและปิดอัตโนมัติเมื่อหยุดเล่น ลดการใช้ทรัพยากรและความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว…
Riot Games ประกาศอัปเดตระบบป้องกันการโกง Vanguard ให้ทำงานแบบ “on‑demand” – จะเปิดทำงานเฉพาะเมื่อเล่นเกมและปิดโดยอัตโนมัติเมื่อหยุดเล่น – หลังจากอัปเดตที่เริ่มปล่อยวันนี้ ระบบจะไม่เริ่มทำงานเมื่อติดตั้งคอมพิวเตอร์อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญเพราะ Vanguard เคยเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์จากการทำงานระดับเคอร์เนลที่ลึกซึ้งและการทำงานตลอดเวลา
Overview
Riot ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเปิดให้ผู้เล่นที่ใช้ PC ที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยระดับสูง สามารถสลับโหมด “on‑demand” ได้โดยอัตโนมัติ หลังจากอัปเดตเสร็จสิ้น ผู้ใช้ที่มีฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการรองรับจะเห็นตัวเลือกนี้ปรากฏในเมนูตั้งค่า Vanguard
ตามที่ Phillip Koskinas หัวหน้าทีม anti‑cheat ของ Riot ระบุ “Vanguard จะเริ่มสนับสนุนเซสชันแบบ on‑demand จากอุปกรณ์ PC ที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเพียงพอ” การเปิดใช้งานนี้ต้องอาศัยกลไกความปลอดภัยก่อนบูตของ Windows และคุณสมบัติของฮาร์ดแวร์สมัยใหม่
การอัปเดตนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนที่ผู้เล่นหลายคนเคยแสดงถึงการที่ Vanguard ทำงานตลอดเวลาตั้งแต่บูตเครื่อง ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและประสิทธิภาพของระบบ
Background
Vanguard เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 เพื่อต่อสู้กับการโกงในเกม Valorant และต่อมาได้ขยายการใช้งานไปยัง League of Legends ระบบทำงานในโหมดเคอร์เนล (kernel mode) ซึ่งให้สิทธิ์เข้าถึงระดับลึกของระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์
ในขณะเดียวกันเกมอื่น ๆ เช่น Genshin Impact, Doom Eternal, และเกมซีรีส์ Call of Duty ใช้ระบบ anti‑cheat แบบเคอร์เนลเช่นกัน แต่แตกต่างตรงที่ตัวระบบจะทำงานเฉพาะช่วงที่เกมกำลังรันอยู่และหยุดทำงานเมื่อเกมปิดลง
ความแตกต่างนี้ทำให้ Vanguard ถูกมองว่าเป็น “omniscient” – ทำงานตลอดเวลาโดยไม่คำนึงว่าผู้ใช้กำลังเล่นเกมหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายคนเรียกร้องให้ Riot ปรับปรุงให้ทำงานแบบออน‑ดิมานด์เช่นเดียวกับเกมอื่น
New On‑Demand Feature
การอัปเดตนี้ทำให้ Vanguard driver component ไม่ทำการโหลดเมื่อระบบเริ่มทำงาน (boot) แต่จะเริ่มทำงานเฉพาะเมื่อผู้เล่นเปิดเกมที่ใช้ Vanguard เท่านั้น หลังจากเกมปิดลง ไดรเวอร์จะถูกหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้แถบงาน (taskbar) คืนพื้นที่พิกเซล 256 พิกเซลให้ผู้ใช้
ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานโดยอัตโนมัติสำหรับผู้เล่นที่ผ่าน Pre‑Check ซึ่งตามข้อมูลของ Riot ประมาณ **35 % ของผู้เล่นทั้งหมดมีฮาร์ดแวร์ที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด
ผู้ใช้ที่ยังไม่ผ่านเงื่อนไขจะต้องอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 25H2 หรือเวอร์ชันที่ใหม่กว่า และเปิดใช้งานคุณลักษณะความปลอดภัยต่อไปนี้ใน BIOS/UEFI
Technical Requirements
- UEFI Secure Boot
- TPM 2.0
- **Virtualization‑Based Security (VBS)
- **Hypervisor‑Enforced Code Integrity (HVCI)
- IOMMU
การเปิดใช้งานคุณลักษณะเหล่านี้ช่วยให้ Windows สามารถทำการตรวจสอบลายเซ็นดิจิทัลของกระบวนการบูตและเคอร์เนลได้อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ Vanguard ต้องการเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานแบบ on‑demand จะไม่ทำให้ระบบเปิดช่องโหว่ใหม่
ตามที่ Riot ระบุ มีผู้เล่นประมาณ **3 % ที่ใช้ฮาร์ดแวร์เก่าเกินกว่าจะทำตามข้อกำหนดนี้ จึงไม่สามารถใช้โหมด on‑demand ได้จนกว่าจะอัปเกรดอุปกรณ์
Player Impact
สำหรับผู้เล่นที่มีระบบรองรับ การเปลี่ยนเป็นโหมด on‑demand จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรระบบในขณะที่ไม่ได้เล่นเกม ลดความเสี่ยงต่อการรบกวนจากซอฟต์แวร์ระดับเคอร์เนลที่ทำงานโดยอัตโนมัติ และอาจทำให้ประสบการณ์การทำงานของ PC ราบรื่นยิ่งขึ้น
ในทางตรงกันข้าม ผู้เล่นที่ต้องอัปเดต BIOS หรืออัปเกรดฮาร์ดแวร์อาจต้องใช้เวลาศึกษาและดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้บางคนรู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่มเติม แม้ Riot จะระบุว่า “เราไม่ได้บังคับให้ใครต้องเปลี่ยนแปลงอะไร” และผู้ใช้ที่พอใจกับการทำงานเดิมของ Vanguard สามารถเลือกไม่อัปเดตได้เช่นกัน
การปรับเปลี่ยนนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมเกมที่ให้ความสำคัญกับ ความเป็นส่วนตัวและประสิทธิภาพของผู้ใช้ มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ AI ทำให้การสร้างบอทและการโกงเกมซับซ้อนขึ้น
Analysis
การเปิดใช้งานโหมด on‑demand ของ Vanguard แสดงให้เห็นว่าระบบปฏิบัติการ Windows และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ได้พัฒนาความปลอดภัยจนถึงระดับที่สามารถรองรับการทำงานของ anti‑cheat แบบเคอร์เนลโดยไม่ต้องทำงานตลอดเวลา ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความกังวลของผู้ใช้โดยตรง
จากมุมมองของ Riot การร่วมมือกับ Xbox OS Security Team ของ Microsoft ทำให้การอัปเดตเคอร์เนลของ Windows สามารถสนับสนุนการทำงานแบบ “pre‑boot security mechanisms” ได้อย่างเต็มที่ การทำงานร่วมกันนี้อาจเป็นแบบอย่างสำหรับผู้พัฒนาเกมอื่น ๆ ที่ต้องการลดผลกระทบจากระบบ anti‑cheat ต่อประสบการณ์ผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของการตั้งค่าเช่น VBS, HVCI และ IOMMU ยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิค แม้ Riot จะให้ข้อมูลในอัปเดตเต็มรูปแบบ แต่การที่ผู้ใช้ต้องเข้าไปปรับเปลี่ยน BIOS ยังอาจทำให้บางส่วนของฐานผู้เล่นเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลง
สุดท้าย การที่ Vanguard ยังคงทำงานแบบเดิมสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้เปิดใช้งานโหมด on‑demand แสดงให้เห็นว่า Riot ยังให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับการโกงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการลดระดับความเข้มข้นของการตรวจสอบในระดับแข่งขันสูง
Summary
Riot Games ปรับระบบ Vanguard ให้ทำงานแบบ “on‑demand” เฉพาะเมื่อเล่นเกม หากอุปกรณ์ผ่านข้อกำหนดความปลอดภัยใหม่ ผู้เล่นประมาณ 35 % จะได้รับประโยชน์ทันที ส่วนผู้ใช้ที่ยังไม่รองรับต้องอัปเดต Windows 11 และเปิดฟีเจอร์เช่น Secure Boot, TPM 2.0, VBS, HVCI, IOMMU การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและเพิ่มความเป็นส่วนตัวของผู้เล่นในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเข้มข้นของการป้องกันการโกงสำหรับผู้เล่นที่ต้องการโหมดแข่งขันสูง.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- You can finally turn Riot's Vanguard anti-cheat off when you're not playing a game
- ผู้เขียน
- Andy Chalk
- แหล่ง
- PC Gamer
- วันที่เผยแพร่
- 25 มิถุนายน 2569 เวลา 05:16



