
ที่มาภาพ: The Verge
TikTok ทดลองเครื่องมือจับ AI Likeness ลดการแพร่กระจาย Deepfake
⚡ สรุป 30 วิ
TikTok กำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่สแกนคอนเทนต์เพื่อระบุการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอแบบ Deepfake. ผู้สร้างต้องยืนยันตัวตนผ่าน Jumio แล้วส่งรายงานเมื่อพบสิ่งสงสัย…
TikTok เริ่มทดสอบเครื่องมือใหม่ที่ช่วยตรวจจับ AI likeness หรือการเลียนแบบด้วยปัญญาประดิษฐ์และเปิดให้ผู้สร้างคอนเทนต์รายงานผลได้โดยสมัครใจ รายการนี้ถูกพบเห็นครั้งแรกจากผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสังคมออนไลน์ Matt Navarra และถือเป็นความพยายามของแพลตฟอร์มในการจัดการกับปัญหา “deepfake” ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Overview
TikTok ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทดสอบ เครื่องมือตรวจจับ AI likeness กับผู้สร้างบางส่วนในสหรัฐอเมริกา ผู้ใช้ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมต้องยอมรับการใช้งานแบบ opt‑in ก่อนจึงจะสามารถสแกนคอนเทนต์ของตนเองเพื่อค้นหาภาพหรือวิดีโอที่ถูกสร้างด้วย AI ได้ การรายงานผลจะส่งตรงไปยังทีมตรวจสอบของ TikTok เพื่อทำการประเมินต่อไป
How the Tool Works
เครื่องมือนี้ออกแบบให้สแกนคอนเทนต์ในรูปภาพและคลิปวีดีโอโดยอัตโนมัติ เพื่อตรวจหาลักษณะเฉพาะที่บ่งชี้ว่าเป็นการสร้างด้วยโมเดล AI เช่น การประมวลผลใบหน้าแบบไม่ธรรมชาติหรือความละเอียดของพื้นผิวที่ผิดปกติ หากระบบตรวจพบสิ่งสงสัย ผู้สร้างสามารถคลิกเพื่อส่งรายงานให้ TikTok พิจารณา
ขั้นตอนนี้ยังคงอยู่ในระยะทดลองและอาจมีการปรับแต่งอัลกอริธึมตามผลตอบรับจากผู้ใช้ การทำงานของระบบไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคทั้งหมด เนื่องจากเป็นข้อมูลภายในที่ TikTok ถือเป็นความลับทางการค้า
Comparison with YouTube
YouTube เพิ่งเปิดตัวเครื่องมือคล้ายกันให้กับผู้ใช้วัยผู้ใหญ่ทุกคนแล้ว ซึ่งแตกต่างจาก TikTok ที่ยังจำกัดการทดลองอยู่เฉพาะกลุ่มผู้สร้างในสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งสองแพลตฟอร์มมีจุดประสงค์ร่วมคือการลดปริมาณคอนเทนต์ deepfake ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือใช้เป็นเครื่องมือปลอมแปลง
แม้ว่าฟังก์ชันพื้นฐานจะคล้ายคลึงกัน แต่ YouTube ให้บริการแบบเปิดเผยต่อสาธารณะมากกว่า ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถตรวจสอบคอนเทนต์ที่ตนเองเห็นได้โดยตรง ขณะที่ TikTok ยังคงใช้โมเดลการรายงานจากผู้สร้างเป็นหลัก
Privacy & Verification Process
เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผู้สร้างที่ต้องการเข้าร่วมการทดสอบจะต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนกับบริษัทภายนอกชื่อ Jumio ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
- การสแกนเซลฟี่แบบเรียลไทม์
- ตรวจสอบเอกสารประจำตัวประชาชนหรือพาสปอร์ต
ตามที่ผู้แทน TikTok สหรัฐอเมริกา Zachary Kizer ให้ข้อมูลกับ The Verge “**TikTok does not retain ID documents, and facial information…” ซึ่งหมายความว่าข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้จะไม่ถูกจัดเก็บโดยบริษัทหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น
Potential Impact
หากเครื่องมือนี้ประสบความสำเร็จ การทำให้ผู้สร้างสามารถระบุตัว AI likeness ได้อาจเป็นก้าวแรกในการลดการกระจายของ deepfake บนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความไว้วางใจของผู้ใช้ต่อคอนเทนต์ที่เผยแพร่บน TikTok อย่างไรก็ตาม การต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสารอาจทำให้บางคนลังเลเข้าร่วม เนื่องจากกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
อีกมุมหนึ่งคือการที่แพลตฟอร์มหลายแห่งเริ่มพัฒนาเครื่องมือคล้ายกัน แสดงถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่จะบังคับใช้มาตรฐานตรวจสอบ AI อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อกฎระเบียบของรัฐบาลและองค์กรกำกับดูแลในอนาคต
Summary
TikTok กำลังทดสอบเครื่องมือ AI likeness detection ที่ให้ผู้สร้างคอนเทนต์สแกนและรายงานการใช้ AI บนแพลตฟอร์ม โดยต้องยืนยันตัวตนผ่าน Jumio และไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล หลังจากที่ YouTube เปิดให้บริการแบบเดียวกันแล้ว การทดลองนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ในการจัดการกับ deepfake ในวงการสื่อออนไลน์.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- TikTok is testing an AI likeness detection tool
- ผู้เขียน
- Jay Peters
- แหล่ง
- The Verge
- วันที่เผยแพร่
- 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 02:34



