กองทัพสหรัฐค้นหา NGCM ขีปนาวุธต่อต้านโดรนน้อย เพิ่มระยะต่อสู้และความเร็ว

ที่มาภาพ: TechRadar

Security-อ่าน 6 นาทีTechRadar

กองทัพสหรัฐค้นหา NGCM ขีปนาวุธต่อต้านโดรนน้อย เพิ่มระยะต่อสู้และความเร็ว

⚡ สรุป 30 วิ

สหรัฐกำลังพัฒนา Missiles NGCM เพื่อทำลายโดรนขนาดเล็กภายในห้าวินาที พร้อมระยะดักจับ 6‑25 กม. ระบบจะผสานกับ Coyote Launcher ทั้งแบบคงที่และเคลื่อนที่.

สหรัฐอเมริกาประธานากำลังมองหา Missile NGCM (Next Generation C‑sUAS Missile) ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำลายโดรนขนาดเล็กและเพิ่มระยะการต่อสู้ของระบบต่อต้านยานบินไร้คนขับ ปฏิบัติการนี้สำคัญเพราะศัตรูที่ใช้โดรนในสนามรบกำลังเพิ่มความซับซ้อน ทำให้กองทัพต้องมีอาวุธตอบโต้ที่รวดเร็วและครอบคลุมระยะไกลยิ่งขึ้น

Overview

กองทัพสหรัฐเปิดการค้นหา NGCM เพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างระบบ Coyote ปัจจุบันกับความต้องการของสนามรบยุคใหม่ ตามเอกสาร “Sources Sought” ของกระทรวงกลาโหม ระยะเวลาที่สำคัญคือให้จรวดออกจากตัวยิงภายใน ห้าวินาที หลังคำสั่งไฟร์ เมื่อศัตรูส่งโดรนเข้ามา

ข้อกำหนดหลักของมิสไซล์รวมถึงการทำลาย Group 2 drones เช่น Boeing ScanEagle (น้ำหนัก 21‑55 ปอนด์) ที่บินต่ำกว่า 3,500 ฟุต และเร็วไม่เกิน 250 น็อต รวมถึง Group 3 drones อย่าง Insitu RQ‑21 Blackjack (น้ำหนัก <1,320 ปอนด์) บนความสูงไม่เกิน 18,000 ฟุต ความเร็วเดียวกัน การออกแบบจึงต้องคงประสิทธิภาพทั้งในระดับต่ำและกลางของสนามรบ

Requirements

ตามเงื่อนไขเริ่มต้น มิสไซล์ NGCM ต้องสามารถดักจับโดรนที่ความสูง 6 กม. และระยะ 16 กม. ขณะนี้ยังมีเป้าหมายระยะไกลกว่า 25 กม. ที่ระดับ 8 กม. เพื่อรองรับการปฏิบัติการณ์ในอนาคต ระบบนำทางต้องอาศัย radar seeker** ทำให้สามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายต่อสู้ด้านอากาศที่มีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ มันยังต้องเข้ากันได้กับ Coyote Launcher โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนมากนัก ทั้งนี้เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานที่กองทัพตั้งไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Sentinel A3/A4, LTAMDS หรือเรดาร์ TPQ‑53 การบูรณาการเช่นนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

Integration & Architecture

การออกแบบ NGCM ให้สอดคล้องกับระบบ Coyote Launcher แสดงให้เห็นว่ากองทัพต้องการ ขยายระยะและความเร็ว ของอาวุธที่มีอยู่โดยไม่สร้างแพลตฟอร์มใหม่ ระบบจะถูกติดตั้งในสองรูปแบบหลัก

  • แบบคงที่ (fixed‑site) ใช้เซนเซอร์ต่าง ๆ รวมกันเพื่อเฝ้าระวังศัตรูอย่างต่อเนื่อง
  • แบบเคลื่อนที่ (mobile) ติดบนยานยนต์เชิงรุก สามารถทำงานได้ทั้งขณะหยุดนิ่งและเคลื่อนที่

โครงสร้างนี้ช่วยให้กองทัพสามารถปรับตำแหน่งตามสภาพสนามรบได้อย่างรวดเร็ว และยังคงใช้ประโยชน์จากเครือข่ายตรวจจับแบบรวมศูนย์เดิมอยู่แล้ว

Procurement & Timeline

กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ผู้รับจ้างส่งข้อเสนอภายใน 20 สิงหาคม นี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความสามารถของ NGCM ทั้งนี้ คาดว่าระดับ Technology Readiness Level 7 จะต้องได้รับการทดสอบโดยต้นปีงบประมาณ 2027

ต่อจากนั้น บริษัทผู้ผลิตจะต้องจัดหา 50 ลูก สำหรับการประเมินการปฏิบัติงานก่อนต้นปี 2028 ก่อนที่การสั่งซื้อในระดับมหาศาลจะเริ่มขึ้น ตามแผนกองทัพคาดว่าจะสั่งซื้อ 5,000 ลูก ภายในช่วงต่อไปโดยตั้งเป้าราคาที่ ไม่เกิน $150,000 ต่อชิ้น

Cost & Comparison

ค่าใช้จ่ายของ NGCM ถูกกำหนดให้ต่ำกว่ามิสไซล์ป้องกันอากาศระดับสูงอย่าง Patriot ที่มีราคาประมาณ $4 ล้านต่อหัว อย่างมาก แต่ก็ยังสูงกว่าโดรนแบบ Shahed‑136 ของอิหร่านซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ $35,000 ต่อเครื่อง

  • NGCM: ≤ $150,000/ลูก
  • Patriot interceptor: ≈ $4 M/หัว
  • Shahed‑136 drone: ≈ $35,000/เครื่อง

ดังนั้น แม้ NGCM จะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในเชิงปฏิบัติการต่อสู้กับโดรนจำนวนมาก แต่ก็ยังต้องพิจารณาเทคโนโลยีเสริมอย่าง laser หรือ microwave ที่อาจมีต้นทุนต่อต่อการทำลายต่ำกว่าเมื่อเงื่อนไขทางสภาพอากาศเอื้อตรงกัน

Analysis

การมุ่งเน้นพัฒนามิสไซล์ที่สามารถบรรทุกได้บนแพลตฟอร์ม Coyote แสดงให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐกำลังทำ “incremental upgrade” ของระบบต่อสู้ด้านอากาศโดยไม่สร้างความซับซ้อนใหม่ การตอบสนองเร็วภายในห้าวินาทีและระยะการดักจับที่เพิ่มขึ้นเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของระบบเดิมที่มักต้องใช้เวลานานในการทำลายโดรนขนาดเล็ก

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ NGCM จะพึ่งพาการบูรณาการกับเซ็นเซอร์หลายประเภทและเครือข่ายเรดาร์ระดับสูง หากโครงสร้างเหล่านี้ยังไม่พร้อมหรือมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร การใช้งานจริงอาจไม่สามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพตามที่คาดหวังได้ นอกจากนี้ ราคา $150,000 ต่อหัวแม้จะต่ำกว่า Patriot แต่ก็ยังสูงเมื่อเทียบกับความเป็นไปได้ของ swarm drone ที่อาจถูกใช้ในจำนวนมาก ทำให้ต้องพิจารณาแนวทางเสริมเช่น laser หรือ microwave อย่างต่อเนื่อง

Summary

กองทัพสหรัฐเปิดโครงการค้นหา NGCM เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามจากโดรนโดยมุ่งเพิ่มระยะและความเร็วของการยิงภายในห้าวินาที การบูรณาการกับระบบ Coyote Launcher ทำให้โครงการนี้เป็นการต่อยอดจากโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว แม้ราคาต่อหัวจะต่ำกว่ามิสไซล์ระดับสูง แต่ยังคงต้องพิจารณาความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถของโดรนแบบฝูงและเทคโนโลยีเสริมอื่น ๆ.

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
US Army is hunting for surface-to-air missiles able to take down small drones
ผู้เขียน
Efosa Udinmwen
แหล่ง
TechRadar
วันที่เผยแพร่
9 สิงหาคม 2569 เวลา 06:40

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

ช่องโหว่ BMC ทำให้หลายพันเซิร์ฟเวอร์เสี่ยงต่อการแทรกซึมแบบ backdoor.Security
8 สิงหาคม 2569 เวลา 05:30

ช่องโหว่ BMC ทำให้หลายพันเซิร์ฟเวอร์เสี่ยงต่อการแทรกซึมแบบ backdoor.

นักวิจัยพบช่องโหว่ในคอนโทรลเลอร์ BMC ของเมนบอร์ดที่อายุเกินสิบปี ทำให้ผู้โจมตีควบคุมเซิร์ฟเวอร์จากระยะไกลโดยไม่ต้องผ่าน OS…

Ars Technica6 นาที
อาชญากรรมไซเบอร์ก่อความเสียหายทั่วโลกกว่าที่ $1.2 trillion ดอลล่าร์ตต่อปี ผู้เสียหายเฉลี่ยสูญเสีย $9,468 ต่อเหตุการณ์Security
7 สิงหาคม 2569 เวลา 05:30

อาชญากรรมไซเบอร์ก่อความเสียหายทั่วโลกกว่าที่ $1.2 trillion ดอลล่าร์ตต่อปี ผู้เสียหายเฉลี่ยสูญเสีย $9,468 ต่อเหตุการณ์

รายงานของ Comparitech ระบุตัวว่า 130.9 ล้านคนทั่วโลกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง $1.24 trillion ในปีล่าสุด ค่าเฉลี่ยต่อกรณีอยู่ที่…

TechRadar8 นาที
แอป Android เผยข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้ให้โฆษณาโดยไม่ตั้งใจSecurity
7 สิงหาคม 2569 เวลา 02:30

แอป Android เผยข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้ให้โฆษณาโดยไม่ตั้งใจ

EFF พบว่า SDK โฆษณาบางตัวที่ฝังในแอป Android รวบรวมตำแหน่งผู้ใช้แม้ผู้ให้สิทธิ์ครั้งเดียว.…

TechCrunch6 นาที
เปลี่ยนมาใช้ Proton Pass ค้นพบว่าผู้จัดการรหัสส่วนใหญ่ทำงานไม่เต็มศักยภาพSecurity
5 สิงหาคม 2569 เวลา 04:00

เปลี่ยนมาใช้ Proton Pass ค้นพบว่าผู้จัดการรหัสส่วนใหญ่ทำงานไม่เต็มศักยภาพ

ผู้เขียนทดลองใช้ Proton Pass พบฟังก์ชันครบครันและความปลอดภัยระดับ E2EE ดีกว่า Google Password Manager ที่จำกัดการทำงาน การจัดการรหัสจึงง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น.

XDA Developers6 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!