
ที่มาภาพ: XDA Developers
ตรวจสอบเครื่องมือสำรองข้อมูลใน Windows: ใช้งานได้ดีแม้ไม่มีอัปเดตใหม่
⚡ สรุป 30 วิ
Windows มีเครื่องมือสำรองข้อมูลสามแบบคือ File History, Backup and Restore, และ Windows Backup ผ่าน OneDrive แม้ Microsoft จะหยุดพัฒนา Backup and Restore…
Windows มีเครื่องมือสำรองข้อมูลหลายประเภทที่ถูกฝังมาในระบบปฏิบัติการตั้งแต่ Windows 7 จนถึง Windows 11 แต่หลายคนมองว่าเครื่องมือเหล่านี้ล้าสมัยและไม่น่าสนใจ จน Microsoft ประกาศหยุดพัฒนาและเตรียมยกเลิกฟีเจอร์ Backup and Restore อย่างเป็นทางการ ในขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดตัวโซลูชัน Windows Backup ที่ทำงานบนคลาวด์ผ่าน OneDrive บทความนี้จะสรุปผลการทดสอบเครื่องมือสำรองข้อมูลที่มาพร้อมกับ Windows เพื่อพิจารณาว่ามันยังคุ้มค่าที่จะใช้เป็นตัวเลือกหลักหรือไม่
Overview
Windows ให้ผู้ใช้เลือกใช้วิธีสำรองข้อมูลได้หลายแบบ ได้แก่ File History, Backup and Restore (Windows 7) และ Windows Backup ที่เชื่อมต่อกับ OneDrive การหยุดพัฒนา Backup and Restore** ทำให้หลายคนคาดว่าเครื่องมือในระบบจะสูญเสียความสามารถหรือความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความจาก XDA‑Developers ได้ทดลองใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อประเมินประสิทธิภาพจริง
ผลการทดสอบพบว่า แม้เครื่องมือสำรองข้อมูลพื้นฐานของ Windows จะไม่ได้รับการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ แต่ยังคงทำหน้าที่พื้นฐานได้อย่างมั่นคง การสำรองข้อมูลครบถ้วนจากระบบทั้งหมด การคืนค่าไฟล์เดี่ยว หรือการสร้างภาพสำรอง (system image) ยังคงทำงานได้โดยไม่มีข้อบกพร่องสำคัญ ทั้งนี้ความง่ายในการตั้งค่าและการบูรณาการกับระบบ Windows ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโซลูชันของบริษัทภายนอก
Built‑in Backup Tools
Windows มีเครื่องมือสำรองข้อมูลหลักอยู่สามตัวที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้
- File History – ทำการสำรองไฟล์ส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง
- **Backup and Restore (Windows 7) – รองรับการสร้างภาพสำรองของระบบทั้งหมดและการคืนค่าแบบเต็มรูปแบบ
- Windows Backup – ใช้ OneDrive เป็นที่จัดเก็บสำรองข้อมูลบนคลาวด์
แต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน File History เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการสำรองไฟล์อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รองรับการสำรองระบบทั้งหมด Backup and Restore สามารถทำระบบภาพสำรองเต็มรูปแบบได้ แต่การตั้งค่าต้องทำด้วยตนเองและไม่มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ Windows Backup เน้นการบันทึกข้อมูลไปยัง OneDrive ทำให้ผู้ใช้ที่มีพื้นที่คลาวด์เพียงพอสามารถสำรองข้อมูลได้โดยไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ภายนอก
การทดสอบระบุว่าทั้งสามเครื่องมือนี้ทำงานได้เสถียรเมื่อใช้กับฮาร์ดไดรฟ์ภายในหรืออุปกรณ์จัดเก็บภายนอกที่รองรับไฟล์ระบบ NTFS อย่างเหมาะสม
Microsoft’s Shift to Cloud
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 Microsoft ประกาศว่าจะยุติการอัปเดตและสนับสนุน Backup and Restore อย่างเป็นทางการภายในปีต่อไป นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการย้ายบริการสำรองข้อมูลเข้าสู่คลาวด์ผ่าน OneDrive โดยการรวม Windows Backup เข้ากับระบบบัญชี Microsoft ทำให้ผู้ใช้สามารถสำรองข้อมูลสำคัญโดยอัตโนมัติและเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ใด ๆ
การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกและลดความซับซ้อนของการสำรองข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางกลุ่มยังคงกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบนคลาวด์และการพึ่งพาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ต่อเนื่อง การยกเลิก Backup and Restore อาจทำให้ผู้ใช้ที่ไม่มี OneDrive พื้นที่เพียงพอหรือไม่ต้องการใช้บริการคลาวด์ต้องมองหาตัวเลือกจากผู้ให้บริการภายนอก
Testing Results
ในการทดสอบผู้เขียนได้ตั้งค่าการสำรองข้อมูลโดยใช้ File History, Backup and Restore, และ Windows Backup พร้อมกับกำหนดระยะเวลาการสำรองเป็น 24 ชั่วโมงต่อครั้ง ผลลัพธ์สรุปได้ดังต่อไปนี้
- File History สามารถสำรองไฟล์ส่วนบุคคลได้อย่างต่อเนื่องโดยใช้พื้นที่บนดิสก์ภายนอกเพียงไม่กี่กิกะไบต์ต่อเดือน
- Backup and Restore สร้างภาพสำรองของระบบเต็มรูปแบบภายใน 2 – 3 ชั่วโมงสำหรับระบบที่มีข้อมูลประมาณ 150 GB ซึ่งเวลาและอัตราการใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูงแต่ยังคงเสถียร
- Windows Backup ใช้ OneDrive ในการอัปโหลดข้อมูลสำรองทั้งหมด ภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับข้อมูลขนาดเดียวกัน การส่งข้อมูลต้องอาศัยความเร็วอินเทอร์เน็ตขั้นต่ำ 20 Mbps เพื่อหลีกเลี่ยงการค้าง
โดยรวมแล้ว เครื่องมือสำรองข้อมูลของ Windows ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับความคาดหวังของผู้ใช้ส่วนใหญ่ แม้จะไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงเช่นการเข้ารหัสแบบผู้ใช้กำหนดหรือการสำรองข้อมูลแบบแบบ incremental ที่เจาะจงเหมือนในซอฟต์แวร์ของบริษัทภายนอก
User Preference & Market Impact
แม้ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือสำรองข้อมูลของ Windows ทำงานได้ดีพอ แต่ตลาดยังคงเห็นการใช้ Macrium Reflect, Acronis True Image, และ EaseUS Todo Backup อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากซอฟต์แวร์เหล่านี้มักจะมีฟีเจอร์เพิ่มเติมเช่นการสำรองแบบบีบอัดระดับสูง การเข้ารหัสแบบ AES‑256, และการจัดการหลายเครื่องพร้อมกัน
ผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกใช้โซลูชันของบริษัทภายนอกเมื่อมีความต้องการต่อไปนี้
- การสำรองข้อมูลแบบ incremental หรือ differential ที่ลดเวลาการสำรองและใช้พื้นที่น้อยลง
- การจัดเก็บสำรองในหลายตำแหน่งพร้อมกัน (local + cloud) เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อมูลในที่เดียว
- การสนับสนุนเทคนิคการกู้คืนระบบจากสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การบูตจากสื่อบูตที่สร้างโดยซอฟต์แวร์
แม้ Microsoft จะมุ่งเน้นการพัฒนาบริการคลาวด์เป็นหลัก แต่การที่ Backup and Restore ยังสามารถทำงานได้ในระบบปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่มี OneDrive หรือไม่ต้องการพึ่งพาคลาวด์ยังคงมีทางเลือกที่ใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
Summary
เครื่องมือสำรองข้อมูลที่มาพร้อมกับ Windows ยังคงทำหน้าที่พื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ Microsoft จะหยุดพัฒนา Backup and Restore และผลักดันให้ผู้ใช้ย้ายไปใช้ Windows Backup บน OneDrive ผู้ใช้ที่ต้องการความง่ายและไม่ต้องการซอฟต์แวร์ภายนอกยังคงมีตัวเลือกที่ใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตาม ความต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงและการสำรองข้อมูลแบบหลายตำแหน่งยังคงทำให้โซลูชันของบริษัทภายนอกยังคงเป็นที่นิยมต่อไป.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Your PC already has everything you need to back up Windows, and it's better than you think
- ผู้เขียน
- Abhishek Kumar Mishra
- แหล่ง
- XDA Developers
- วันที่เผยแพร่
- 26 มิถุนายน 2569 เวลา 04:30



