
ที่มาภาพ: TechRadar
Adobe กับ Disney ร่วมพัฒนา Firefly Foundry AI สำหรับการออกแบบธีมพาร์คยุคใหม่
⚡ สรุป 30 วิ
Adobe ได้ร่วมมือกับ Walt Disney Imagineering ใช้เทคโนโลยี Firefly Foundry AI ช่วยศิลปินออกแบบอุโมงค์และโครงการท่องเที่ยวใหม่ โดยไม่ทดแทนมนุษย์…
การร่วมมือระหว่าง Walt Disney Imagineering กับ Adobe เพื่อใช้เทคโนโลยี Firefly Foundry AI ในการออกแบบอุโมงค์สนุกสนานและโครงการท่องเที่ยวระดับต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมกระบวนการสร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมบันเทิง โดยมุ่งเน้นให้ AI ทำหน้าที่เสริมการทำงานของศิลปินและนักออกแบบ ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่ช่วยเร่งรัดขั้นตอนและคงคุณภาพเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของ Disney
Overview
การประกาศความร่วมมือนี้มาจากการที่ Disney Imagineering จะนำบริการ Firefly AI ของ Adobe ไปใช้ในโครงการออกแบบอุโมงค์สนุกสนาน โรงแรม เรือสำราญ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของบริษัท การทำงานร่วมกันนี้ต่อเนื่องจากความสัมพันธ์ที่ยาวนานหลายทศวรรษระหว่างสององค์กร ซึ่ง Disney ได้ใช้เครื่องมือ Creative Cloud ของ Adobe มาเป็นเวลานานแล้ว
ตามที่ Kyle Laughlin, SVP ของ Disney Imagineering Research & Development ระบุ บริษัทต้องการผู้ร่วมงานที่สามารถพัฒนาโซลูชันที่ “รับผิดชอบ” และสอดคล้องกับลักษณะการทำงานที่ศิลปินเป็นศูนย์กลาง การเลือก Adobe เป็นผลมาจากความเชี่ยวชาญของ Adobe ในการให้บริการ AI ที่ปรับให้เหมาะกับ IP ของ Disney
Adobe ย้ำว่าโซลูชัน AI นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนการทำงานของมนุษย์ แต่จะทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือช่วยประหยัดเวลา” ที่ทำให้กระบวนการออกแบบเร็วขึ้นโดยยังคงรักษาความต่อเนื่องของภาษาและสไตล์การเล่าเรื่องของ Disney
Collaboration Details
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Firefly Foundry ซึ่งเป็นบริการ AI ที่ออกแบบมาให้ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของลูกค้า ไม่ใช่แค่บริการแบบสากลเดียวกัน การฝึกโมเดล AI ด้วยข้อมูลของ Disney ทำให้ระบบสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สอดคล้องกับลิขสิทธิ์ของตัวละครและโลกของ Disney ได้อย่างแม่นยำ
การทำงานร่วมกันเริ่มต้นด้วยการให้ Disney ส่งข้อมูลและสเปคของ IP ของตนให้ Adobe เพื่อฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจลักษณะศิลปะ การออกแบบตัวละคร และสไตล์การเล่าเรื่องของแต่ละแฟรนไชส์ ตัวอย่างเช่น Mickey & Friends, Frozen, Moana, Lilo & Stitch และ Cars
นอกจากนี้ Adobe ยังมอบสิทธิ์การเข้าถึงเครื่องมือพิเศษสำหรับทีมวิจัยและพัฒนาของ Disney ซึ่งรวมถึงการใช้ Sketch‑to‑Image, Custom Image Model, และ 3D Modeling ที่สามารถแปลงภาพ 2 มิติเป็นโมเดล 3 มิติที่พร้อมใช้ในกระบวนการวิศวกรรม
Technical Capabilities
โมเดล AI ที่พัฒนาโดย Adobe มีความสามารถหลายด้านที่ตอบโจทย์การออกแบบอุโมงค์สนุกสนานของ Disney ได้แก่
- Sketch‑to‑Image: แปลงสเก็ตช์มือวาดเป็นภาพคอนเซ็ปต์ 2 มิติที่เต็มรูปแบบ ช่วยให้ทีมศิลปินสามารถเห็นภาพรวมของแนวคิดได้เร็วขึ้น
- Custom Image Model: สร้างสรรค์ทรัพย์สินภาพที่สอดคล้องกับลิขสิทธิ์ของ Disney อย่างแม่นยำ ครอบคลุมตัวละครหลักและธีมของหลายแฟรนไชส์
- 3D Modeling: แปลงภาพ 2 มิติเป็นโมเดล 3 มิติที่ละเอียด สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการวางแผนการก่อสร้างและการประสานงานกับทีมวิศวกรรม
เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานบนพื้นฐานของการเรียนรู้เชิงลึกที่ฝึกด้วยข้อมูลภายในของ Disney ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้สอดคล้องกับ “heritage” และ “visual language” ของบริษัท
Strategic Implications
สำหรับ Adobe การได้เป็นผู้ให้บริการ AI แก่ Disney Imagineering ถือเป็นการยืนยันตำแหน่งในตลาด AI เชิงสร้างสรรค์ในขณะที่บริษัทต้องเผชิญกับความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืนของธุรกิจในยุค AI ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือสร้างสรรค์ได้
การร่วมมือครั้งนี้ช่วย Adobe สร้างกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า Firefly Foundry สามารถปรับใช้กับลูกค้าระดับสูงที่ต้องการการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังเป็นจุดขายสำคัญในการต่อรองกับลูกค้ารายอื่น ๆ ที่มองหาโซลูชัน AI ที่ “รับผิดชอบ” และ “ปรับให้เหมาะกับอุตสาหกรรมเฉพาะ”
สำหรับ Disney การใช้ AI ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งศิลปิน แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการพัฒนาแนวคิดและการสร้างต้นแบบ ลดระยะเวลาในการนำไอเดียสู่สนามจริง ซึ่งอาจทำให้บริษัทสามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ชมได้เร็วขึ้น
Legal Context
ในช่วงเวลาที่ Disney กำลังดำเนินคดีต่อบริษัท AI อย่าง Midjourney สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ของตัวละคร Disney การใช้เทคโนโลยี AI ภายในองค์กรที่ได้รับการฝึกด้วยข้อมูลของตนเองจึงเป็นการลดความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ
โดยการควบคุมโมเดล AI ภายในขอบเขตของ Disney ทำให้บริษัทมั่นใจได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช้ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่มีการอนุญาตหรืออาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ การทำเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทาง “responsibly built” ที่ทั้งสองบริษัทได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมกัน
การดำเนินการเช่นนี้อาจเป็นแบบอย่างให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้าน IP ในยุค AI
Impact
การนำ Firefly Foundry AI มาใช้ในกระบวนการออกแบบอุโมงค์สนุกสนานของ Disney น่าจะเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลานานในการสร้างต้นแบบดั้งเดิม การลดขั้นตอนจากสเก็ตช์ไปสู่โมเดล 3 มิติอาจทำให้โครงการหนึ่งเสร็จสิ้นได้เร็วขึ้นหลายเดือน
นอกจากนี้ ความสามารถในการสร้างภาพที่สอดคล้องกับ IP ของ Disney อย่างแม่นยำ ยังช่วยให้ทีมการตลาดและการสื่อสารสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์เชิงโฆษณาและประสบการณ์ดิจิทัลได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการดึงดูดผู้ชมและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวในระยะยาว
ในระดับอุตสาหกรรม การร่วมมือแบบนี้อาจเร่งให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ AI ให้ความสำคัญกับการฝึกโมเดลบนข้อมูลที่ได้รับการอนุญาตและคุ้มครองลิขสิทธิ์มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความปลอดภัยด้านกฎหมาย
Summary
Adobe และ Disney ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี Firefly Foundry AI เพื่อสนับสนุนการออกแบบอุโมงค์สนุกสนานและโครงการท่องเที่ยวใหม่ ๆ โดยเน้นการใช้ AI เสริมการทำงานของศิลปิน ไม่แทนที่มนุษย์ การร่วมมือนี้เป็นสัญญาณสำคัญของการผสาน AI อย่างรับผิดชอบในอุตสาหกรรมบันเทิงและอาจกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการใช้ AI กับลิขสิทธิ์ในอนาคต.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- Adobe and Disney are teaming up to design the next generation of theme park rides with Foundry AI
- ผู้เขียน
- Rahim Amir
- แหล่ง
- TechRadar
- วันที่เผยแพร่
- 30 มิถุนายน 2569 เวลา 06:15



