
ที่มาภาพ: TechRadar
CEO Checkmarx เตือน: แค่ค้นหาช่องโหว่ไม่พอ ต้องแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจถูกโจมตีจริง
⚡ สรุป 30 วิ
AI เร่งการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่ทำให้จำนวนช่องโหว่เพิ่มขึ้น. Checkmarx ชี้ว่าต้องแก้ไขจุดเสี่ยงที่สามารถถูกโจมตีจริง มากกว่าการเพียงระบุจำนวนช่องโหว่.
การพัฒนาแอปพลิเคชันด้วย AI เร่งความเร็วอย่างมหาศาล แต่ขณะเดียวกันทีมรักษาความปลอดภัยหลายองค์กรกลับไม่ทันตามกระบวนการที่เพิ่มขึ้น Checkmarx CEO Sandeep Johri จึงเตือนว่าการระบุช่องโหว่เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมุ่งแก้ไขจุดเสี่ยงที่สามารถถูกโจมตีได้จริง
Overview
AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของวงจรการพัฒนาโดยเฉพาะเครื่องมือเช่น Claude Code ที่ช่วยสร้างและตรวจสอบโค้ดภายในไม่กี่วินาที อย่างไรก็ตาม ความเร็วนี้ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเผชิญกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน Anthropic เปิดตัวโมเดล Claude Mythos ที่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัย แต่บริษัทได้ระบุว่าโมเดลนี้อาจถูกใช้โดยผู้ประสงค์ร้าย จึงเปิดให้ใช้งานเฉพาะพันธมิตรที่ได้รับการคัดเลือกเท่านั้น
Key Details
- ปริมาณช่องโหว่: น้อยกว่า 10% ของบริษัทสามารถแก้ไข 90% ของช่องโหว่ที่ตรวจพบภายใน 90 วันได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าจำนวนช่องโหว่โดยรวมกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่าประสิทธิภาพการแก้ไขลดลง
- ผลของ Mythos: ประมาณ 50 พันธมิตรแรกของ Mythos พบ >10,000** ช่องโหว่ระดับสูงหรือวิกฤติ และอีกหลายพันช่องโหว่ระดับต่ำกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือ AI สามารถค้นพบปัญหามากมายแต่ยังต้องการกระบวนการคัดกรองต่อไป
Impact on Development Speed
AI ทำให้การเขียนและปล่อยซอฟต์แวร์เร็วขึ้นหลายเท่า แต่ข้อมูลจาก Checkmarx ระบุว่าบริษัทที่ใช้ AI ในการสร้างโค้ด 81‑100% มีความเสี่ยงที่จะส่งมอบโค้ดที่มีช่องโหว่สูงกว่าองค์กรที่ใช้ AI เพียง 1‑20% ประมาณ สามเท่า** การเพิ่มความเร็วโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบที่สอดคล้องกันทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องรับมือกับข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนอาจเป็น “false positives” หรือช่องโหว่ที่ไม่มีความเสี่ยงจริง
Security Challenges
ความท้าทายหลักหลายประการปรากฏขึ้นเมื่อ AI เข้ามาแทนที่กระบวนการดั้งเดิม:
- การตามทันความเร็ว : ความเร็วของการพัฒนาเหนือกว่าความสามารถในการสแกนและตรวจสอบของเครื่องมือรักษาความปลอดภัย
- ข้อมูลล้น : ทีมต้องคัดกรอง “thousands of findings” ที่อาจไม่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงจริง ทำให้ทรัพยากรถูกใช้ไปโดยไม่จำเป็น
- Bias ของการอัตโนมัติ : การพึ่งพา AI อย่างเต็มที่อาจสร้างความเชื่อใจเกินไปในผลลัพธ์ของโมเดล ส่งผลให้มองข้ามช่องโหว่สำคัญหรือรับรองข้อผิดพลาดเป็นจริง
Role of AI & Human Oversight
แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์รูปแบบและเร่งกระบวนการแก้ไขได้ แต่ Checkmarx ย้ำว่าการตัดสินใจด้านความเสี่ยงยังต้องอาศัย มนุษย์ เพื่อให้ได้บริบทที่ครบถ้วน โมเดลระดับสูงสามารถค้นพบเส้นทางการโจมตีซับซ้อนได้ แต่ก็มีโอกาสให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงตามคำสั่ง (prompt) หรือพลาดช่องโหว่วิกฤติที่รู้จักแล้ว การผสมผสานระหว่าง AI‑driven capabilities กับแนวทางรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเร่งการแก้ไขโดยไม่สูญเสียความแม่นยำ
Future Outlook
Johri คาดว่าอุตสาหกรรมจะมุ่งเปลี่ยนจาก “จำนวนช่องโหว่” ไปสู่ “ความเสี่ยงที่สามารถถูกใช้โจมตีได้จริง” โดยการพัฒนากรอบงานใหม่เพื่อให้ทีมรักษาความปลอดภัยเข้ามาให้คำแนะนำตั้งแต่ช่วงต้นของวงจรการพัฒนา แนวคิดนี้สอดคล้องกับผลสำรวจว่าประมาณ 70% ของนักพัฒนาระบุว่าโค้ดที่สร้างโดย AI ทำให้เกิดช่องโหว่เพิ่มขึ้นในปี 2025 การจัดทำ governance** ที่ครอบคลุมสำหรับเครื่องมือ AI ทั้งหมด – โมเดล, ตัวแทน, ไลบรารี – จะเป็นกุญแจสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI ไม่สร้าง “blind spots” ใหม่ให้กับองค์กร
Summary
AI เร่งการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง แต่ทำให้จำนวนช่องโหว่เพิ่มขึ้นและทีมรักษาความปลอดภัยต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ตามที่ Checkmarx CEO ชี้แจง การมุ่งแก้ไขจุดเสี่ยงที่เป็นจริงโดยอาศัยการร่วมมือระหว่าง AI และผู้เชี่ยวชาญมนุษย์จะเป็นแนวทางสำคัญต่อไป.
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- ‘Identifying vulnerabilities is no longer enough’: Companies need to focus on fixing exploitable vulnerabilities, not discovering as many as possible, says Checkmarx CEO
- ผู้เขียน
- Desire Athow
- แหล่ง
- TechRadar
- วันที่เผยแพร่
- 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:00



