สสส. จับตาปัญหาเด็กติดจอหนัก วางศึกษาแนวทางกฎหมายจำกัดโซเชียลฯ ตามรอยต่างประเทศ

ที่มาภาพ: DroidSans

Business-อ่าน 11 นาทีDroidSans

สสส. จับตาปัญหาเด็กติดจอหนัก วางศึกษาแนวทางกฎหมายจำกัดโซเชียลฯ ตามรอยต่างประเทศ

⚡ สรุป 30 วิ

สสส. เผยเด็กไทยติดจอสูงถึงระดับน่ากังวล และเตรียมศึกษามาตรการกฎหมายควบคุมโซเชียลฯ ให้เยาวชน…

ปัญหาการใช้เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายหน่วยงานภาครัฐให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สาเหตุหลักไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแค่การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง สุขภาพจิต และความเสี่ยงจากภัยคุกคามออนไลน์ที่เด็กอาจยังขาดวุฒิภาวะในการรับมือได้อย่างเต็มที่ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ **สสส. ได้เผยให้เห็นถึงสถิติที่น่าเป็นห่วงของการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชากรไทย โดยระบุว่าคนไทยจำนวนกว่า 93.10% เข้าถึงและใช้งานอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย โดยมีระยะเวลาการใช้งานบนโลกออนไลน์โดยเฉลี่ยสูงถึง 7 ชั่วโมง 54 นาทีต่อวัน ซึ่งเกือบจะเทียบเท่ากับเวลาเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับกลุ่มเด็กเล็กนั้น สถานการณ์ก็เป็นที่น่ากังวลไม่แพ้กัน ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเด็กกลุ่มอายุ 0-2 ปี มีสัดส่วนสูงถึง 72.6% ที่มีการใช้เวลาหน้าจอเกินกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน การใช้งานที่มากเกินไปนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการที่จำเป็นของเด็ก ทั้งในด้านการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะการสื่อสาร และการพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม การติดตามแนวโน้มเหล่านี้จึงเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญต้องเข้ามาช่วยกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว

นอกเหนือจากประเด็นด้านพัฒนาการแล้ว เด็กและเยาวชนไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายมิติบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความเสี่ยงเหล่านั้นครอบคลุมตั้งแต่การถูก **กลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ, การเผชิญหน้ากับการคุกคามทางเพศผ่านสื่อดิจิทัล, ความเสี่ยงจากการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม, ไปจนถึงการถูกชักจูงด้วยโฆษณาและคอนเทนต์ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาระความเสี่ยงที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดกว้างตลอด 24 ชั่วโมง

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น สสส. จึงได้เตรียมการสรุปข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการลดเวลาหน้าจอสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงการศึกษาถึงผลกระทบและความเป็นไปได้ในการนำมาตรการควบคุมการใช้สื่อออนไลน์มาปรับใช้ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน โดยจะมีการพิจารณาอย่างละเอียดว่าจำเป็นต้องมีข้อกำหนด กฎระเบียบ หรือมาตรการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อควบคุมการใช้งานหรือไม่ การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การห้ามเด็กใช้มือถือเท่านั้น แต่เป็นการมุ่งเน้นให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย มีความสมดุล และที่สำคัญที่สุดคือการไม่ตกเป็นเป้าหมายหรือเหยื่อของภัยคุกคามใดๆ บนโลกออนไลน์

นอกจากบทบาทของการรณรงค์และข้อเสนอเชิงนโยบายแล้ว สสส. ยังได้ผนึกกำลังความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE ในการสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์ให้กับเด็กไทย โดยการทำงานร่วมกันนี้ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การเฝ้าระวังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย, การพัฒนาระบบแจ้งเบาะแสเพื่อรับมือกับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม, การส่งเสริมทักษะความรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณ พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดมาตรการที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวคิดและมาตรการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ ออสเตรเลีย ซึ่งได้มีการออกกฎหมายที่กำหนดข้อจำกัดในการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับแพลตฟอร์มที่ไม่สามารถดำเนินการคัดกรองอายุของเด็กได้ ซึ่งมีการกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือมีมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 1,130 ล้านบาทโดยประมาณ การดำเนินการนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของเด็กในโลกดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศเป็นหลัก ยังไม่ได้มีการประกาศใช้การแบนการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในทันทีทันใด การดำเนินการของ สสส. จึงเน้นไปที่การศึกษาแนวทางเชิงลึก เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและเกิดผลดีต่อสังคมมากที่สุด การลดเวลาหน้าจอในมุมมองที่กว้างกว่าการห้ามใช้มือถือ ไม่ใช่เพียงแค่การจำกัดระยะเวลาการเล่นเท่านั้น แต่คือการปรับทัศนคติและส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างปลอดภัยและสมดุล เป็นการป้องกันมิให้เด็กต้องกลายเป็นเหยื่อของระบบนิเวศดิจิทัลที่ไม่ถูกควบคุม

Overview

รายงานของ สสส. ชี้ให้เห็นภาพรวมของการใช้ชีวิตของคนไทยยุคปัจจุบันที่ผูกพันกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแยกไม่ออก ข้อมูลสถิติเผยว่าคนไทยกว่า 93.10% ใช้งานอินเทอร์เน็ต และใช้เวลาเฉลี่ยกว่า 7 ชั่วโมง 54 นาทีต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงและพึ่งพาเทคโนโลยีในระดับสูง การรับรู้ถึงปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับประชากรทั่วไปเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงกลุ่มเด็กเล็กที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

Concern for Young Children

สำหรับเด็กกลุ่มอายุ 0-2 ปี นั้น พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 72.6% ที่มีการใช้เวลาหน้าจอเกินกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความน่าเป็นห่วงในเชิงพัฒนาการ เนื่องจากพัฒนาการของเด็กวัยนี้จำเป็นต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพและการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมจริงเป็นหลัก การใช้งานหน้าจอที่มากเกินไปจึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะขัดขวางกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะการสื่อสารตามวัยที่เหมาะสม

Multi-Dimensional Risks

ความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญบนโลกออนไลน์นั้นมีความซับซ้อนและหลากหลายมิติ ไม่ได้จำกัดแค่การเล่นเกมหรือดูวิดีโอเท่านั้น แต่รวมถึงอันตรายทางสังคมและจิตวิทยา เช่น การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งสร้างบาดแผลทางจิตใจร้ายแรง, การตกเป็นเป้าของการคุกคามทางเพศ, และการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การถูกชักจูงให้ใช้สารเสพติดรูปแบบใหม่ผ่านโฆษณา

Proposed Solutions and Policy

สสส. ได้เตรียมการเพื่อศึกษาและเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยการจัดทำข้อเสนอเรื่องมาตรการลดเวลาหน้าจอสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการศึกษาที่มองในมุมกว้าง ไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่เป็นการหามาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อกำหนดว่าควรมีกฎ ระเบียบ หรือมาตรการเพิ่มเติมใดๆ ที่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการใช้สื่อออนไลน์ให้เป็นไปในแนวทางที่ปลอดภัย

Collaboration and Global Benchmark

แนวทางการแก้ปัญหานี้มีการเน้นการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ โดย สสส. ได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในการสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์อย่างครบวงจร ซึ่งรวมถึงการเฝ้าระวังเนื้อหาผิดกฎหมาย การพัฒนาระบบแจ้งเบาะแส รวมถึงการส่งเสริม ทักษะความรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับมาตรการระดับนานาชาติ เช่น ของออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อกฎหมายที่เข้มงวดในการจำกัดการใช้โซเชียลฯ สำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี และมีการกำหนดบทลงโทษทางแพลตฟอร์มที่สูงมาก

Summary

สสส. จับตาปัญหาเด็กไทยใช้จอหนักและเตรียมศึกษามาตรการกฎหมายควบคุมโซเชียลฯ โดยเน้นการป้องกันภัยออนไลน์มากกว่าการแบนเด็ดขาด การดำเนินการนี้เป็นการทำงานร่วมกับ DE เพื่อสร้างเกราะป้องกันตั้งแต่การเฝ้าระวังเนื้อหาไปจนถึงการสร้างทักษะความรู้เท่าทันสื่อให้แก่เยาวชนและผู้ปกครอง

แชร์บทความนี้:

ชอบบทความแบบนี้?

สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม

แหล่งข่าวต้นฉบับ

ชื่อต้นฉบับ
สสส. เผยเด็กไทยติดจอมากขึ้น เล็งดันกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล ตามรอยหลายประเทศทั่วโลก
ผู้เขียน
Masuo
แหล่ง
DroidSans
วันที่เผยแพร่
26 มิถุนายน 2569 เวลา 08:42

Related

บทความที่เกี่ยวข้อง

บีเอ็มดับเบิลยูเปิดพรีออร์เดอร์ BMW i3 First Edition ก่อนกำหนดในยุโรปBusiness
21 มิถุนายน 2569 เวลา 15:30

บีเอ็มดับเบิลยูเปิดพรีออร์เดอร์ BMW i3 First Edition ก่อนกำหนดในยุโรป

บีเอ็มดับเบิลยูเริ่มรับพรีออร์เดอร์รถไฟฟ้า i3 First Edition ก่อนกำหนด 18 มิ.ย. 2024 โดยมุ่งตลาดยุโรป รุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ 108.7 kWh ให้ระยะทางสูงสุด 912 กม.…

Mashable Tech5 นาที
ศาลอุทธรณ์เขต 6 ยกเลิกการห้ามใช้กฎหมายบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีต้องขอความยินยอมก่อนใช้โซเชียลมีเดียในโอไฮโอBusiness
21 มิถุนายน 2569 เวลา 05:00

ศาลอุทธรณ์เขต 6 ยกเลิกการห้ามใช้กฎหมายบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีต้องขอความยินยอมก่อนใช้โซเชียลมีเดียในโอไฮโอ

ศาลอุทธรณ์เขตที่ 6 ของสหรัฐอเมริกาตัดสินให้กฎหมาย Social Media Parental Notification Act ของโอไฮโอกลับมามีผลบังคับใช้ กำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 16…

TechSpot6 นาที
Kalshi แปลงเป็นแพลตฟอร์มเฮดจิ้ง แต่ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเดิมพันกีฬาBusiness
20 มิถุนายน 2569 เวลา 21:00

Kalshi แปลงเป็นแพลตฟอร์มเฮดจิ้ง แต่ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเดิมพันกีฬา

Kalshi แปลงเป็นแพลตฟอร์มเฮดจิ้งด้วยผู้เชี่ยวชาญและความร่วมมือทางการเงิน แต่ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเดิมพันกีฬา…

TechSpot7 นาที
WEF เผย Energy Transition Index 2026: การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกชะงัก แม้การลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์Business
20 มิถุนายน 2569 เวลา 16:30

WEF เผย Energy Transition Index 2026: การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกชะงัก แม้การลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์

WEF เผย ETI 2026 ชี้การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกชะงัก แม้ลงทุน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ระบบยังอ่อนแอ จุดชี้คือโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน

Techsauce11 นาที
คัดลอกลิงก์แล้ว!