
ที่มาภาพ: Techsauce
WEF เผย Energy Transition Index 2026: การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกชะงัก แม้การลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์
⚡ สรุป 30 วิ
WEF เผย ETI 2026 ชี้การเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกชะงัก แม้ลงทุน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ระบบยังอ่อนแอ จุดชี้คือโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน
รายงานล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ในหัวข้อ Energy Transition Index (ETI) ปี 2026 ได้เผยให้เห็นถึงภาพที่ขัดแย้งอย่างยิ่งยวดเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก โดยชี้ว่าแม้เม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะสูงถึงระดับประวัติการณ์ แต่ความก้าวหน้าโดยรวมของระบบยังคงอยู่ในภาวะ 'ชะงัก' การวิเคราะห์นี้ไม่ได้มองเพียงแค่ปริมาณเงินทุนเท่านั้น แต่เจาะลึกถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยหลายด้านทั่วโลก
ภาพรวมดัชนีพลังงานและการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุน
รายงาน ETI 2026 ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง Accenture ได้วิเคราะห์สถานการณ์พลังงานของ 120 ประเทศทั่วโลก โดยตัวดัชนีโดยรวมกลับแสดงการขยับตัวเพียงเล็กน้อยที่ 0.03% แม้ว่าในปี 2026 โลกาจะมีการลงทุนในภาคพลังงานรวมสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และเฉพาะส่วนของพลังงานสะอาดก็มีการลงทุนถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างมีนัยสำคัญได้
ETI ได้วัดผลการทำงานของระบบพลังงานในสองมิติหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพระบบพลังงานในปัจจุบัน (System Performance) และ ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transition Readiness) จากข้อมูลในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งสองขั้วอย่างชัดเจน โดยในมิติของประสิทธิภาพระบบพลังงานนั้น มีสัญญาณที่ดีขึ้นในด้านความเสมอภาคในการเข้าถึงพลังงาน (Equity) ที่เพิ่มขึ้นถึง 1.6% และความยั่งยืน (Sustainability) ที่เพิ่มขึ้น 0.6% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) กลับมีแนวโน้มลดลงถึง 0.9% ปัญหานี้มาจากปัญหาการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่ยังคงกระจุกตัว และความเปราะบางของระบบสายส่งไฟฟ้าที่ขาดความเสถียร ซึ่งสถานการณ์ความหยุดชะงักที่ช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ได้ยิ่งซ้ำเติมให้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานที่มีอยู่เดิมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ความท้าทายในมิติความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน
ในส่วนของ Transition Readiness ซึ่งเป็นดัชนีที่ชี้วัดความพร้อมของประเทศในการรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว ตัวเลขกลับลดลงถึง 0.76% การปรับตัวลดลงครั้งนี้ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ารากฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตในอนาคตกำลังเผชิญกับภาวะสั่นคลอน แม้จะมีเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ภาคพลังงานก็ตาม
ความอ่อนแอในมิติต่างๆ ของ Readiness นั้นถูกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน โดยมี 3 อุปสรรคหลักที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้แก่ ประการแรกคือปัญหาการจัดสรรเงินลงทุนที่ยังไม่ถึงจุดที่ต้องการ เนื่องจากแม้เงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะมีมูลค่ามหาศาล แต่รายงานระบุว่า 75% ของเงินทุนดังกล่าวกลับกระจุกตัวอยู่ในตลาดเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นแหล่งความต้องการพลังงานใหม่ถึง 80% ในอนาคต ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 2 ถึง 3 เท่า ส่งผลให้ดัชนีด้านการเงินและการลงทุน (Finance and investment) ลดลงอย่างหนักที่ -1.8%
แม้ว่าด้านการศึกษาและทุนมนุษย์ (Education and human capital) จะเป็นมิติเดียวที่ยังมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นที่ +2.0% แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงที่เกิดขึ้นในมิติอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่
โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่กำลังเป็นอุปสรรค
นอกเหนือจากปัญหาการเงินทุนแล้ว ระบบโครงสร้างพื้นฐานและกรอบนโยบายก็กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งยวด จากข้อมูลในรายงานพบว่า มีโครงการพลังงานจำนวนกว่า 2,500 กิกะวัตต์ทั่วโลกที่ยังติดค้างรอการเชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้า ซึ่งช่องว่างระหว่างการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนที่แล้วเสร็จจริงกับขีดความสามารถของระบบสายส่งที่รองรับได้ ยังคงเป็นคอขวดทางเทคนิคที่ยากต่อการแก้ไข
นอกจากนี้ ด้านนโยบายและความมุ่งมั่นทางการเมือง (Regulation and Political Commitment) ก็มีแนวโน้มลดลงถึง 1.2% สาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ขณะที่ดัชนีด้านนวัตกรรม (Innovation) ก็ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของศักยภาพในการคิดค้นและปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ
รายงานยังชี้ว่า มีเพียง 24% ของประเทศทั้งหมดเท่านั้นที่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพระบบพลังงานได้อย่างครบทุกมิติพร้อมกัน ซึ่งลดลงจาก 28% ในปี 2025 การรักษาสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security), ความยั่งยืน (Sustainability), และ **ราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) จึงเป็นภารกิจที่ยากขึ้นกว่าเดิมในทุกปีที่ผ่านไป
ความแตกต่างทางภูมิภาคและแนวโน้มที่น่าจับตา
เมื่อพิจารณาในระดับโลก พบว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกันอย่างมาก ประเทศพัฒนาแล้วยังคงครองความเป็นผู้นำในอันดับ ETI โดยมีประเทศกลุ่มนอร์ดิก เช่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ที่สามารถรักษาตำแหน่งสูงสุดไว้ได้ ด้วยนโยบายพลังงานที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัย และการกระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลาย
สำหรับมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างจีน ยังคงอยู่ในอันดับที่ 14 และมีการขยายการลงทุนพลังงานสะอาดในระดับสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 19 โดยแรงกดดันหลักมาจากความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความพร้อมอย่างชัดเจน
ส่วนประเทศกำลังพัฒนา มีหลายภูมิภาคที่น่าสนใจ โดยอินเดียอยู่ในอันดับที่ 70 แต่มีการพัฒนาที่โดดเด่นด้านความมั่นคงพลังงานและการเข้าถึงพลังงาน สำหรับคาซัคสถานเป็นประเทศที่น่าจับตา เพราะทำคะแนนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง +3.2 จากการพัฒนาเงื่อนไขการลงทุนและความมั่นคงด้านพลังงาน ในขณะที่กาตาร์ครองความเป็นผู้นำในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้น +2.6
ที่น่าประหลาดใจคือ ภูมิภาค Sub-Saharan Africa หรือแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราสามารถทำผลงานประจำปีได้ดีที่สุดในทุกภูมิภาค โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการพัฒนาด้านการศึกษาและทุนมนุษย์ โดยมีแทนซาเนียและซิมบับเวเป็นตัวอย่างที่ทำคะแนนโดดเด่น องค์ความรู้เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความก้าวหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของทรัพยากรมนุษย์และนโยบายที่ต่อเนื่องควบคู่กันไปด้วย
ข้อเสนอแนะเร่งด่วน 3 ประการสำหรับโลก
รายงาน ETI 2026 ได้ระบุข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ข้อ ที่ประชาคมโลกต้องเร่งดำเนินการเพื่อรักษาโมเมนตัมและเร่งการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ข้อเสนอแรกคือ การออกแบบระบบพลังงานที่ต้องสามารถรับมือกับวิกฤตได้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการจัดการเรื่องเชื้อเพลิง โครงข่ายสายส่ง และห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) โดยต้องเน้นย้ำว่าความมั่นคง ราคาที่เข้าถึงได้ และความยืดหยุ่น ต้องเป็นหลักการพื้นฐานในการออกแบบโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงมาตรการที่ใช้ตอบสนองวิกฤตฉุกเฉินเท่านั้น
ข้อที่สองคือการปลดล็อกคอขวดต่าง ๆ เพื่อให้โครงการพลังงานที่ยังค้างอยู่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบได้จริง โดยต้องมีการเร่งปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน และจัดการช่องว่างระหว่างกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งแล้วกับความจุของระบบสายส่งที่รับได้ เพื่อคลี่คลายปัญหาโครงการ 2,500 กิกะวัตต์ที่รอคิวเชื่อมต่ออยู่ทั่วโลก
และข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผ่านการมีนโยบายที่ชัดเจนและคาดเดาได้ในระยะยาว การลดช่องว่างของต้นทุนทางการเงินระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และการนำเงินทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไปสู่ตลาดที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนความต้องการพลังงานส่วนใหญ่ของโลกในทศวรรษหน้า เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน
รายงานฉบับนี้ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การมุ่งเน้นการขยายการติดตั้งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแล้ว แต่ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญอย่างยิ่งกว่า ทั้งในด้านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐาน กำลังอ่อนแอลง ซึ่งการแก้ไขช่องว่างเหล่านี้ต่างหากที่เป็นความท้าทายที่ชี้ชะตาของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในเฟสถัดไปของโลกใบนี้
แชร์บทความนี้:
ชอบบทความแบบนี้?
สมัคร AI Automate Weekly Newsletter — รับเคล็ดลับ AI + how-to ใหม่
ทุกสัปดาห์ตรงถึง inbox ฟรี ไม่มีสแปม
แหล่งข่าวต้นฉบับ
- ชื่อต้นฉบับ
- ทำไมการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกถึงชะงัก แม้ลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ WEF เผยรายงาน Energy Transition Index 2026 พร้อมชี้ 3 สิ่งที่โลกต้องทำเร่งด่วน
- ผู้เขียน
- Techsauce Team
- แหล่ง
- Techsauce
- วันที่เผยแพร่
- 19 มิถุนายน 2569 เวลา 21:09



